สารทดแทนความหวานตัวใหม่ (allulose)
รศ.นพ.ธาดา คุณาวิศรุต
สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ปัจจุบันโรคเบาหวานและโรคอ้วน เป็นโรคที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากร การรักษาที่สำคัญประการหนึ่งคือการควบคุมอาหาร ปัจจุบันมีการใช้สารทดแทนความหวานมากขึ้นแต่ยังไม่มีสารทดแทนความหวานชนิดใดที่จะสามารถลดน้ำหนัก และมีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลได้
Allulose เป็นสารทดแทนความหวานชนิดใหม่ จัดอยู่ในกลุ่มของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ซึ่งมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับโมเลกุลของน้ำตาลฟรุคโตส โดยน้ำตาลชนิดนี้สามารถพบได้ปริมาณเล็กน้อยในผลไม้และอาหารจากธรรมชาติ และให้ความหวานอยู่ที่ร้อยละ 70 ของน้ำตาลทรายทั่วไป โดยสามารถสกัด allulose ได้เพียงเล็กน้อยจากธรรมชาติ ปัจจุบันมีการจดทะเบียนกับทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นต้น ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในหมวดของอาหารทั่วไป (generally recognized as safe, GRN) และอนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น เค้ก โยเกิร์ต หมากฝรั่ง เป็นต้น
ข้อมูลในสัตว์ทดลองพบว่า allulose มีฤทธิ์ anti-obesity, anti-inflammatory และ anti-hyperglycemia หากมีฤทธิ์ดังกล่าวในคนได้จริง การใช้ allulose แทนสารทดแทนความหวานที่ใช้ในปัจจุบัน น่าจะมีประโยชน์ในวงการสาธารณสุขระดับโลก ทีมวิจัยจึงได้ทำการศึกษา Short-term effects of allulose consumption on glucose homeostasis, metabolic parameters, incretin levels, and inflammatory marker in patients with type 2 diabetes: a double-blind, randomized controlled crossover clinical trial การศึกษานี้เป็นการศึกษาแรกที่ใช้ allulose ในผู้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของ glucose homeostasis, metabolic parameters, body composition, incretin levels และ inflammatory markers เมื่อใช้ allulose นาน 12 สัปดาห์ ผลการศึกษาพบว่า การใช้ allulose เป็นเวลา 12 สัปดาห์ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาล น้ำหนัก แต่พบว่า ขณะที่ได้ allulose ทำให้ระดับ HDL-Cholesterol ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และเมื่อหยุดการใช้ allulose ระดับ HDL-Cholesterol กลับสู่ระดับปกติ นอกจากนี้ allulose ยังทำให้ระดับ Monocyte hemoattractant protein-1 (MCP-1) ซึ่งเป็น inflammatory marker เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกการเกิดและผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างชัดเจน ดังนั้นหากจะนำ allulose มาใช้เป็นสารทดแทนความหวานควรจะต้องมีการศึกษาระยะยาวกว่านี้เพื่อความปลอดภัย



