โครงการ “งดน้ำแต่พอดี เด็กสุขีและปลอดภัย”
นวัตกรรมการจัดการงดน้ำดื่มก่อนผ่าตัดเพื่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเด็ก
รศ.พญ. นัยนา อรุณพฤกษากุล
ภาควิชาวิสัญญีวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
ความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง
การงดน้ำก่อนผ่าตัดเป็นมาตรการความปลอดภัยที่สำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงจากการสำลักในระหว่างการระงับความรู้สึก ในอดีตแนวปฏิบัติมาตรฐานคือการ “งดน้ำและอาหารหลังเที่ยงคืน” สำหรับผู้ป่วยทุกราย อย่างไรก็ตาม การอดน้ำที่ยาวนานเกินความจำเป็นส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ป่วยเด็ก ทั้งด้านสรีรวิทยา เช่น ความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำหรือน้ำตาลในเลือดต่ำ และด้านจิตใจจากความรู้สึกหิวอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลต่อภาวะวิตกกังวลของผู้ปกครองที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่มีอาการไม่สุขสบายในระหว่างรอคอย ปัจจุบันมีหลักฐานทางวิชาการจำนวนมากที่ยืนยันถึงความปลอดภัยของการอนุญาตให้ดื่มน้ำใสได้ถึง 1–2 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด
จากการศึกษา ณ โรงพยาบาลศิริราช ในปี พ.ศ. 2562 พบว่าผู้ป่วยเด็กต้องงดน้ำเป็นระยะเวลาเฉลี่ยยาวนานถึง 10 ชั่วโมง เพื่อยกระดับการดูแลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงมีการจัดตั้งทีมสหสาขาวิชาชีพ ประกอบด้วยศัลยแพทย์ วิสัญญีแพทย์ และพยาบาล เพื่อดำเนินโครงการปรับลดระยะเวลาอดน้ำ โดยตั้งเป้าหมายค่าเฉลี่ยไว้ที่ไม่เกิน 4 ชั่วโมง ภายใต้เกณฑ์ความปลอดภัยสูงสุดและไม่กระทบต่อกำหนดการผ่าตัดเดิม
เหตุใดการนำมาตรฐานใหม่มาใช้จึงมีความท้าทาย?
อุปสรรคสำคัญประกอบด้วย 3 ประเด็นหลัก คือ ระบบคำสั่งงดน้ำและอาหารเดิมที่มุ่งเน้นความสะดวก ความยึดมั่นในเกณฑ์ความปลอดภัยแบบดั้งเดิม และความต้องการความคล่องตัวในการจัดตารางผ่าตัด ทีมสหสาขาวิชาชีพจึงได้พัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก:
1. การสื่อสารเชิงข้อมูลแก่บุคลากรและผู้ปกครอง: นำข้อมูลเชิงประจักษ์ด้านความปลอดภัยของการลดระยะเวลางดน้ำมาสื่อสารอย่างเป็นระบบ พร้อมพัฒนาสื่อความรู้ที่ย่อยง่ายสำหรับผู้ดูแล เพื่อสร้างความเข้าใจว่า การดื่มน้ำเปล่าในปริมาณและเวลาที่กำหนดไม่เพียงแต่ปลอดภัย แต่ยังส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยเด็กก่อนเข้าสู่กระบวนการผ่าตัด
2. การบริหารเวลาตามลำดับการผ่าตัดจริง: ปรับเปลี่ยนระบบการนับเวลาอดน้ำให้สอดคล้องกับตารางห้องผ่าตัด โดยอนุญาตให้ผู้ป่วยลำดับเช้าดื่มน้ำได้ถึงเวลา 07.00 น. และลำดับบ่ายถึงเวลา 11.00 น. แนวทางนี้ช่วยลดผลกระทบจากการอดน้ำที่ยาวนานเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยลำดับท้ายที่เคยได้รับผลกระทบสูงสุด
3. การพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลและประสานงาน มีการออกแบบกระบวนการบันทึกเวลาและปริมาณน้ำดื่มที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการตารางผ่าตัดโดยคงมาตรฐานความปลอดภัย นอกจากนี้ใช้ Lean process เพื่อไม่สร้างภาระงานที่ไม่จำเป็นต่อผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพ และ ความร่วมมืออย่างยั่งยืน
ผลลัพธ์และความก้าวหน้าของโครงการ
ผลลัพธ์เมื่อจบโครงการ สามารถลดระยะเวลาการงดน้ำเฉลี่ยลงจาก 10 ชั่วโมง เหลือเพียง 3.8 ชั่วโมงตามเป้าหมาย โดยที่ยังรักษามาตรฐานความปลอดภัยได้อย่างดีเยี่ยม ไม่พบอุบัติการณ์การสำลักหรือความจำเป็นในการเลื่อนการผ่าตัดจากการเนื่องจากแนวปฏิบัติของโครงการ ในด้านคุณภาพชีวิต พบว่าระดับความหิวของผู้ป่วยเด็กลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้ปกครองมีความพึงพอใจระดับดีมากต่อโครงการ และปัจจุบันได้ใช้แนวปฏิบัติจากโครงการเป็นกิจวัตรปกติแล้ว สะท้อนถึงความสำเร็จในการนำนวัตกรรมเชิงกระบวนการมาใช้ในการดูแลผู้ป่วย
ความสำเร็จของโครงการ “งดดื่มน้ำเตรียมผ่าตัดแต่พอดี” เป็นก้าวสำคัญที่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ความท้าทายต่อไปคือการผลักดันเชิงนโยบายสู่ระดับองค์กรและระบบสาธารณสุขในวงกว้าง เพื่อสร้างมาตรฐานการดูแลที่สร้างรอยยิ้มและความปลอดภัยให้แก่เด็กทุกคนทั่วประเทศอย่างยั่งยืน




