ผ้าซาตินป้องกันแผลกดทับ

 นางสาววชิราภรณ์ แก้วมาตย์
พยาบาล (ผู้ชำนาญการพิเศษ)
ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลศิริราช

       “แผลกดทับ” ภัยร้ายที่เราอาจมองข้ามไป แผลและความเจ็บปวดที่เราไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้ป่วย ประสบการณ์ตอนเป็นนักเรียนพยาบาลและผ่านการฝึกในหลายๆหอผู้ป่วย ก็จะเห็นแนวทางการปฏิบัติ ตลอดจนการคิดค้นนวัตกรรมต่างๆที่ประดิษฐ์คิดค้นกันขึ้นมา เพื่อนำมาใช้ในการดูแลป้องกันการเกิดแผลกดทับ แน่นอนว่าการดูแลป้องกันแผลกดทับในหอผู้ป่วยอาจจะแตกต่างจากการดูแลที่ห้องผ่าตัด เนื่องจากผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัด โดยเฉพาะการผ่าตัดใหญ่ซึ่งต้อง ดมยาสลบเป็นเวลานาน ไม่มีการเคลื่อนไหวหรือขยับร่างกาย ได้รับการจัดท่าผ่าตัดที่ต้องมีการกดทับตำแหน่งเดิมเป็นเวลานาน ไม่มีโอกาสที่จะพลิกตะแคงตัว ผู้ป่วยทุกรายที่มารับการผ่าตัดจะได้รับการประเมินสภาพผิวหนังก่อนและหลังผ่าตัด และได้รับการดูแลป้องกันการเกิดแผลกดทับเป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้เกิดแผลกดทับหรือเกิดให้น้อยที่สุด ซึ่งแผลเดียวที่ทีมเราอยากให้กลับไปกับผู้ป่วยคือ “แผลผ่าตัด” นั่นเอง

       หน่วยผ่าตัดประสาทศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช มีการจัดท่าเพื่อการผ่าตัดที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับตำแหน่งและพยาธิสภาพของโรคที่ศัลยแพทย์จะเลือกท่าผ่าตัดที่เหมาะสมในการทำผ่าตัด และผู้ป่วยเกิดความปลอดภัยมากที่สุด จากการเก็บข้อมูลสถิติจากแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันแผลกดทับในห้องผ่าตัด (Siriraj Concurrent Trigger Tool: Modify Early Warning Sign For Perioperative Pressure Injury Prevention) พบว่าท่าผ่าตัดที่ทำให้ผู้ป่วยเกิดแผลกดทับ (pressure injury) ได้บ่อย คือท่านอนตะแคงกึ่งคว่ำ (park bench) และ ท่านอนคว่ำ (prone) ในปี 2562 เกิดแผลกดทับระดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 34.4 ระดับ 2 คิดเป็นร้อยละ 2.7 ปี 2563 เกิดแผลกดทับระดับ 1 คิดเป็นร้อยละ 46.0 ระดับ 2 คิดเป็นร้อยละ 4.6 อุปกรณ์สำหรับใช้จัดท่าคว่ำและท่านอนตะแคงกึ่งคว่ำ เป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวกัน คือ Reston jelly แท่ง โดยอุปกรณ์จัดท่าดังกล่าวจะสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังของผู้ป่วย อุบัติการณ์การเกิดแผลกดทับในห้องผ่าตัดมีโอกาสเกิดสูงในรายที่ระยะเวลาผ่าตัดมากกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งการผ่าตัดทางสมองและไขสันหลังมีความยุ่งยากซับซ้อน ระยะเวลาผ่าตัดเฉลี่ยประมาณ 4-8 ชั่วโมงต่อราย จากปัญหาดังกล่าวทีมบุคลากรห้องผ่าตัดได้มีการหาแนวทางในการแก้ไข เช่น ทาวาสลีนบน Reston jelly ติด Polyurethane foam dressing บนผิวหนังก่อนจัดท่าผ่าตัดในบริเวณที่ถูกกดทับหรือสัมผัสกับ Reston jelly แต่ยังคงมีอุบัติการณ์แผลกดทับในระดับที่ 1 และ 2 เกิดขึ้น จึงนำมาสู่การคิดค้นนวัตกรรมผ้าซาตินป้องกันแผลกดทับขึ้นมา โดยวัตถุประสงค์หลักเพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับในห้องผ่าตัด นอกจากนี้ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายของ Polyurethane foam ลดระยะเวลาในการเตรียมผู้ป่วยก่อนการจัดท่าผ่าตัด และเป็นการถนอม เพิ่มอายุการใช้งานให้อุปกรณ์จัดท่าไม่ให้เกิดการชำรุด

       ทำไมถึงต้องเป็นผ้าซาติน?? เริ่มต้นจากแนวคิดว่า หากมีวัสดุที่ช่วยลดแรงเสียดทานของผิวหนังกับ Reston jelly โดยเพิ่มสัมผัสที่นุ่มลื่นกับผิวหนัง ระบายอากาศดี และสะดวกในการใช้งาน จึงได้ศึกษาคุณสมบัติของผ้าหลากหลายชนิด พบว่าคุณสมบัติของผ้าซาติน มีสัมผัสเนื้อนิ่ม ลื่น ระบายอากาศได้ดี ไม่ยับ ซักง่าย และที่สำคัญไม่ดูดซับสิ่งสกปรก ได้ทำการออกแบบและตัดเย็บให้ได้ขนาดตาม Reston jelly ที่ใช้ในหน่วยงาน ซึ่งมีหลายขนาด โดยพยาบาลห้องผ่าตัดจะเลือกอุปกรณ์จัดท่าให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย นวัตกรรมผ้าซาตินป้องกันแผลกดทับใช้งานโดยยืดปลอกผ้าซาตินคลุมลงบน Reston jelly ให้เรียบร้อยก่อนนำมาใช้จัดท่าผ่าตัด กลุ่มเป้าหมายที่ใช้นวัตกรรมคือ ผู้ป่วยที่มารับบริการผ่าตัดสมองและ ไขสันหลัง ที่ได้รับการจัดท่านอนตะแคงกึ่งคว่ำ และท่านอนคว่ำ

       ประโยชน์ของนวัตกรรมผ้าซาตินป้องกันแผลกดทับ ดังนี้
       1) ผู้ป่วยที่ได้รับการจัดท่าผ่าตัดท่านอนตะแคงกึ่งคว่ำ และท่านอนคว่ำ เกิดแผลกดทับระดับ 1 ลดลง จากร้อยละ 46 เหลือร้อยละ 26.1
       2) ผู้ป่วยที่ได้รับการจัดท่าผ่าตัดท่านอนตะแคงกึ่งคว่ำ และท่านอนคว่ำ เกิดแผลกดทับระดับ 2 ลดลง จากร้อยละ 4.6 เหลือร้อยละ 1.0
       3) ลดค่าใช้จ่ายสำหรับ Polyurethane foam จากปีละประมาณ 208,964 บาท เหลือ 0 บาท
       4) ลดระยะเวลาในการเตรียมผู้ป่วยก่อนการจัดท่าผ่าตัด (ขั้นตอนการติด Polyurethane foam ก่อนจัดท่าผ่าตัด) จาก 5 นาที/ราย เหลือ 0 นาที
       5) บุคลากรในทีมผ่าตัดพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมผ้าซาตินป้องกันแผลกดทับในระดับมาก คิดเป็นร้อยละ 100

       ปัญหาหรือความท้าทายที่เกิดขึ้นในระหว่างดำเนินการ ภายหลังเสร็จสิ้นการผ่าตัดประเมินผิวหนังของผู้ป่วยพบว่าเกิดแผลกดทับในระดับ 2 ซึ่งเป็นระดับของแผลกดทับที่มีการบาดเจ็บต่อผิวหนัง เช่น ตุ่มน้ำใส ผิวหนังถลอก เป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังไม่สามารถหาวิธีจัดการได้ เนื่องจากแผลกดทับในระดับ 2 ที่พบมีระยะเวลาผ่าตัดนาน 11 ชั่วโมง การผ่าตัดมีความยุ่งยากซับซ้อนทำให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าเดิมเป็นเวลานาน โอกาสที่จะเกิดแผลกดทับจึงมากขึ้นตามระยะเวลาผ่าตัดด้วย และสิ่งที่สำคัญคือการตรวจสอบความเรียบร้อยทุกครั้งหลังจัดท่าผ่าตัด เพื่อไม่ให้เกิดการกดทับกับรอยตะเข็บผ้า หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์อื่นๆ

       ปัจจัยความสำเร็จของนวัตกรรมผ้าซาตินป้องกันแผลกดทับ เกิดจากการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่มารับการผ่าตัด และต้องได้รับแผลที่ไม่ใช่แผลผ่าตัดกลับไปด้วย นั่นก็คือแผลกดทับจากการจัดท่าผ่าตัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมบุคลากรห้องผ่าตัดไม่ต้องการให้เกิดขึ้น จึงมีแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันแผลกดทับในห้องผ่าตัด คิดค้นนวัตกรรมต่างๆ และนำมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ป่วยมากที่สุด ทั้งนี้ด้วยความร่วมมือของบุคลากรในหน่วยงานที่เห็นถึงความสำคัญของปัญหาดังกล่าวและไม่ต้องการให้เกิดแผลกดทับในผู้ป่วย จึงสนับสนุนและนำนวัตกรรมผ้าซาตินป้องกันแผลกดทับ ไปใช้ในการจัดท่าผ่าตัดในผู้ป่วยทุกรายที่มีการจัดท่าผ่าตัดท่านอนตะแคงกึ่งคว่ำ และท่านอนคว่ำ ทำให้มีการใช้งานนวัตกรรมและเก็บข้อมูลได้อย่างครบถ้วน