การเปรียบเทียบรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานชนิดลดแรงกด 3 แบบ ร่วมกับแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคลต่อการกระจายแรงกดใต้ฝ่าเท้าในผู้ป่วย Charcot Foot จากเบาหวานระยะรุนแรง

Comparative Analysis of Three Types of Therapeutic Offloading Diabetic Shoes with Custom-Made Insole on Plantar Pressure Distribution in Severe Diabetic Charcot Foot

Dr. Muhammad Nouman
โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

ภาวะเท้าผิดรูป Charcot foot

โรค Charcot foot เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่พบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งเข้าไปทำลายกระดูกและข้อต่อของเท้า ส่งผลให้โครงสร้างเท้าเสื่อม ยุบตัว และเกิดความผิดรูปในที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาท ผู้ป่วยจึงสูญเสียความรู้สึกบริเวณเท้าและยังคงเดินลงน้ำหนักโดยไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวด แม้ว่าแรงกดใต้ฝ่าเท้าจะเพิ่มสูงจนอยู่ในระดับอันตราย เมื่อแรงกดที่มากเกินไปสะสมอยู่จุดเดิมเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริเวณกลางเท้าที่ยุบตัวลงมา จะก่อให้เกิดแผลกดทับ (ulcer) หรือเกิดแผลกดทับซ้ำ หากแผลรุนแรงหรือติดเชื้อ อาจจำเป็นต้องตัดอวัยวะเพื่อป้องกันการลุกลาม

ปัญหาในการรักษาภาวะ Charcot foot

การใช้รองเท้าทางการแพทย์ (therapeutic shoes) และแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคลมีบทบาทสำคัญช่วยกระจายแรงกดให้สม่ำเสมอทั่วทั้งเท้า ลดการลงน้ำหนักซ้ำในจุดเสี่ยง เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจนว่ารองเท้าทางการแพทย์รูปแบบใดเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ การศึกษานี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของรองเท้าทางการแพทย์ 3 แบบ ในการลดและกระจายแรงกดใต้ฝ่าเท้าให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการเลือกใช้รองเท้าที่เหมาะสมในการดูแลผู้ป่วย

การศึกษาผลของการใช้รองเท้าต่อการลดแรงกดใต้เท้า

การวิจัยนี้ทำการทดสอบกับอาสาสมัครที่มีภาวะ Charcot foot ระยะเรื้อรัง จำนวน 15 ราย โดยให้ทุกคนสวมรองเท้าทางการแพทย์ทั้ง 3 แบบ ได้แก่ 1. รองเท้าสำเร็จรูป 2. รองเท้าที่มีพื้นแบบ double rocker และ 3. รองเท้าแบบขยายความกว้าง (relasting shoes) ซึ่งทั้งหมดใช้ร่วมกับแผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคลแบบเดียวกัน จากนั้นให้ทดลองเดินเป็นระยะ 10 เมตร และใช้ระบบ Pedar X® วัดค่าแรงกดใต้ฝ่าเท้าใน 3 ส่วน คือ หน้าเท้า กลางเท้าและหลังเท้า

ผลการศึกษาพบว่า รองเท้าทั้ง 3 แบบสามารถลดแรงกดบริเวณกลางเท้าซึ่งเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดแผลให้อยู่ต่ำกว่า 200 kPa ซึ่งเป็นระดับระดับเกณฑ์ที่ปลอดภัย เพราะหากมีแรงกดที่สูงกว่านี้ ผิวหนังอาจถูกทำลายและกลายเป็นแผลกดทับได้ เมื่อเปรียบเทียบรองเท้าแต่ละแบบ พบว่ารองเท้าสำเร็จรูปและรองเท้าพื้นแบบ double rocker สามารถลดแรงกดบริเวณกลางเท้าได้ 11.97% และ 8.73% ตามลำดับ ในขณะที่รองเท้าแบบขยายความกว้าง แม้จะรักษาค่าแรงกดให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย แต่ประสิทธิภาพลดแรงกดบริเวณกลางเท้าน้อยกว่าสองแบบแรกเพียงเล็กน้อย

สรุป

รองเท้าทั้ง 3 แบบสามารถลดและกระจายแรงกดใต้ฝ่าเท้าได้ดีใกล้เคียงกัน โดยไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น การเลือกใช้งานรองเท้าที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาร่วมกับลักษณะความผิดรูปของเท้าผู้ป่วย ควบคู่กับการใช้แผ่นรองเท้าเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยลดแรงกดใต้ฝ่าเท้าและป้องกันการเกิดแผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรียบเรียงโดย : นายธีรดนย์ นันทศิลป์
นักกายอุปกรณ์ (ผู้ช่วยวิจัย) โรงเรียนกายอุปกรณ์สิรินธร