เทคโนโลยี Spatial Transcriptomics

ศ.นพ.มานพ พิทักษ์ภากร
อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ และศูนย์จีโนมิกส์ศิริราช
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

ปัจจุบัน ศูนย์จีโนมิกส์ศิริราชใช้เทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งในด้านการวิจัย การเรียนการสอน และการบริการทางการแพทย์ รหัสพันธุกรรมทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตรวมถึงมนุษย์ที่เรียกว่า จีโนมิกส์ (Genomics) เป็นพิมพ์เขียวที่กำหนดการทำงานตั้งแต่ระดับเซลล์ขึ้นมาถึงเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อองค์ความรู้มีมากขึ้นและซับซ้อนขึ้น การศึกษาในระดับจีโนมอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ ต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีความหลากหลายมิติมากขึ้นตั้งแต่ระดับ DNA ที่เรียกว่า จีโนมิกส์ (Genomics) ต่อมาในระดับ RNA หรือ Transcriptomics มาเป็นระดับโปรตีน หรือ Proteomics และการศึกษาระดับสารเคมีต่าง ๆ ของร่างกาย (metabolites) ที่เรียกว่า Metabolomics จะเห็นว่าในการศึกษาในแต่ละด้านนั้นเราจะต่อท้ายด้วยคำว่า Omics ดังนั้น เมื่อกล่าวถึงการศึกษาองค์รวมที่ประกอบด้วยข้อมูลการศึกษาแต่ละระดับนี้ทั้งหมด จึงเรียกการศึกษานี้ว่า Multi-Omics study

ในการศึกษารหัสพันธุกรรมที่ผ่านมาทั้งในระดับ DNA หรือ RNA (Genomics หรือ Transcriptomics) มีลักษณะเป็นการเหมารวม (average genome หรือ average transcriptome) เพราะเมื่อเราสกัด DNA หรือ RNA มาจากตัวอย่างตรวจ เช่นเลือด หรือเนื้อเยื่อ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์จำนวนเป็นล้าน ๆ เซลล์รวมกัน แล้วนำมาถอดรหัสพันธุกรรม ข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลรวมของทุกเซลล์ในตัวอย่างนั้น ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าความแตกต่างหรือความผิดปกติที่เกิดขึ้น มาจากเซลล์ใดเซลล์หนึ่ง หรือส่วนของกลุ่มเซลล์ใดในเนื้อเยื่อนั้น การพัฒนาเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมแบบเซลล์เดี่ยว (single cell sequencing) ทำให้สามารถศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล DNA หรือ RNA จากแต่ละเซลล์ ช่วยให้นักวิจัยเข้าใจความซับซ้อนของเซลล์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น สามารถแยกความจำเพาะได้ว่าความผิดปกติหรือความแตกต่างในการทำงานของยีน จากเซลล์แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันอย่างไร ทำให้เข้าใจความแตกต่างในหน้าที่การทำงานของแต่ละเซลล์ และตรวจหาความผิดปกติของ DNA และ RNA ได้อย่างละเอียดและแม่นยำมากขึ้น ที่ผ่านมา ทีมอาจารย์จากศูนย์จีโนมิกส์ศิริราชนำโดย รศ.ดร.วโรดม เจริญสวรรค์ มีโอกาสร่วมเป็นหนึ่งในทีมโครงการวิจัยระดับโลกที่เรียกว่า แผนที่เซลล์มนุษย์ หรือ Human Cell Atlas (HCA) มีจุดประสงค์ศึกษาข้อมูลลักษณะการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ ในแต่ละอวัยวะของมนุษย์ทั่วร่างกาย โดยทีมนักวิจัยจากศิริราชร่วมกับนักวิจัยนานาชาติ เลือกศึกษาเซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์ของระบบภูมิคุ้มกันในชาวเอเชีย เรียกว่า AIDA (Asian Immune Diversity Atlas) ซึ่งศึกษารหัส RNA เซลล์เดี่ยว (single cell transcriptomics) จากเซลล์เม็ดเลือดขาว และศึกษาความแตกต่างของการแสดงออกของยีนในระบบภูมิคุ้มกันชนิดต่าง ๆ ของกลุ่มคนเอเชีย 5 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไทย ผลการศึกษานี้ได้ตีพิมพ์ในวารสาร Cell ซึ่งเป็นวารสารวิชาการระดับ top ของโลกเมื่อปีที่ผ่านมา

จุดเด่นของเทคโนโลยีใหม่ Spatial Transcriptomics

การศึกษารหัส RNA ในระดับเซลล์เดี่ยวเพิ่มความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างหลากหลายในการทำงานของแต่ละเซลล์ แต่ข้อมูลที่ได้ยังมีลักษณะเป็นมิติเดียว แม้ว่าเราจะทราบความแตกต่างของการทำงานแต่ละเซลล์ แต่ในมุมมองภาพใหญ่ขึ้นเช่นในระดับเนื้อเยื่อหรืออวัยวะ เราไม่ทราบว่าเซลล์นั้นอยู่ตรงไหนหรือส่วนไหนในเนื้อเยื่อและอวัยวะนั้น ๆ ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราสามารถในการกำหนดตำแหน่งในพื้นที่ (space) ได้ เช่น บอกได้ว่าเซลล์ที่ทำงานผิดปกตินั้นอยู่ที่ไหนในอวัยวะนั้น เทคโนโลยีนี้เรียกว่า Spatial Transcriptomics (spatial มาจาก space แปลว่าเชิงพื้นที่) เปรียบเสมือนการปักหมุดตำแหน่งต่าง ๆ ในแผนที่ ช่วยให้เห็นภาพการทำงานของยีนในตำแหน่งจริงในเซลล์ และในเนื้อเยื่อ ซึ่งทำให้เราเข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพและความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ในระดับ 2 มิติ มากกว่าการศึกษาเซลล์เดี่ยวที่เป็นข้อมูลมิติเดียว เทคโนโลยีนี้จึงเหมาะกับการศึกษาโรคที่มีความผิดปกติซับซ้อนและหลากหลายแม้อยู่ในอวัยวะหรือเนื้อเยื่อเดียวกัน เช่น โรคมะเร็ง เป็นต้น

ปัจจุบันศูนย์จีโนมิกส์ศิริราชได้ติดตั้งและใช้เทคโนโลยี spatial transcriptomics ในการศึกษาวิจัยนับเป็นโรงเรียนแพทย์แห่งแรกในประเทศไทยที่ติดตั้งและใช้เทคโนโลยีนี้แบบครบวงจร ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยการศึกษากลไกของโรคที่มีความซับซ้อน หรือต้องใช้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคบางอย่างที่มีความหลากหลายและมีความละเอียดสูง เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ สำหรับการวิจัยทางการแพทย์ สร้างแพลตฟอร์มหรือฐานข้อมูลระดับ Multi-Omics ทำให้ความรู้เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ มีความละเอียดในเชิงลึกและแม่นยำสูงขึ้นในอนาคต และการมีเครื่องมือเหล่านี้ยังช่วยเสริมความร่วมมือการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงกับเครือข่ายนักวิจัยภายในประเทศ ลดการพึ่งพาส่งตรวจไปยังต่างประเทศ (จากเดิมที่ต้องส่งตัวอย่างไปตรวจที่ประเทศสิงคโปร์หรือญี่ปุ่น)

การขยายผลในอนาคต

ปัจจุบันศูนย์จีโนมิกส์ศิริราชนำเทคโนโลยี single cell sequencing และ spatial transcriptomics มาใช้ในการศึกษาบทบาทการทำงานและการแสดงออกของยีนต่าง ๆ ในกลุ่มโรคสำคัญ เช่น มะเร็งชนิดต่าง ๆ และกลุ่มโรค autoimmune disorders ซึ่งมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันและการอักเสบ ทำให้เห็นข้อมูลที่มีหลายมิติ นอกจากนี้ยังนำข้อมูลในระดับอื่น เช่น genomics, transcriptomic, metabolomics มาศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล Multi-Omics แบบองค์รวมซึ่งเราอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อน และใช้เทคโนโลยีและข้อมูลที่สร้างขึ้นมาเป็นปัจจัยสำคัญในการเชื่อมต่อเครือข่ายความร่วมมือนักวิจัยระดับโลก ในการพัฒนางานวิจัยทางชีวการแพทย์ ด้วยการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ นำไปสู่การพัฒนางานวิจัยทางการแพทย์ระดับนานาชาติ และประยุกต์ใช้เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น