การใช้วัคซีนไรฝุ่นชนิดอมใต้ลิ้นเพื่อรักษาโรคภูมิแพ้ไรฝุ่นในผู้ป่วยชาวไทย
(House dust mite sublingual immunotherapy in Thai allergic rhinitis)

อ. ดร. นพ.ดิชพงศ์ กาญจนวาสี
ภาควิชาปรสิตวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

รศ. นพ. มงคล สมพรรัตนพันธ์
ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล

บทนำและความสำคัญ

โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ส่งผลกระทบต่อประชากรโลกประมาณ 20% และบั่นทอนคุณภาพชีวิตอย่างมาก สำหรับประเทศไทย มีรายงานว่าความชุกของโรคนี้อาจสูงกว่า 40% ในประชากรบางกลุ่ม และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สารก่อภูมิแพ้สำคัญที่กระตุ้นอาการคือไรฝุ่นบ้าน (house dust mite; HDM) โดยเฉพาะไรฝุ่นชนิด Dermatophagoides pteronyssinus (Dp) และ Dermatophagoides farinae (Df) ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารก่อภูมิแพ้ (allergen immunotherapy; AIT) หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า “วัคซีนภูมิแพ้” เป็นทางเลือกสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่ยังมีอาการแม้ได้รับการรักษาตามมาตรฐาน โดยเป็นการรักษาที่มุ่งปรับเปลี่ยน การตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้จำเพาะ และอาจช่วยปรับเปลี่ยนการดำเนินโรคในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการใช้จริงในเวชปฏิบัติ (real-world evidence) เกี่ยวกับการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นชนิดอมใต้ลิ้น (house dust mite sublingual immunotherapy; HDM-SLIT) ในภูมิภาคนี้ยังมีจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของ SQ HDM-SLIT ชนิดเม็ดอมใต้ลิ้น (Acarizax) ในผู้ป่วยชาวไทย

ตารางที่ 1. การเปลี่ยนแปลงของคะแนนอาการ คะแนนการใช้ยา และคะแนนควบคุมโรคหอบหืดระหว่างการติดตาม

วิธีการศึกษา

งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบพหุศูนย์และแบบเปิด (multicenter, open-label study) ในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 5 แห่งในประเทศไทย ระหว่างเดือนสิงหาคม 2020 ถึงเดือนมีนาคม 2022 กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้ป่วยอายุ 18–65 ปี จำนวน 49 ราย ซึ่งเป็นโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ระดับปานกลางถึงรุนแรง และมีอาการต่อเนื่อง (moderate-to-severe persistent allergic rhinitis) โดยได้รับการยืนยันว่ามีภาวะภูมิแพ้ต่อไรฝุ่น ผู้ป่วยได้รับยาอมใต้ลิ้น SQ HDM-SLIT วันละ 1 เม็ด และได้รับการติดตามผลก่อนเริ่มการรักษา รวมถึงเดือนที่ 1, 2 และ 4 หลังเริ่มการรักษา การประเมินผลประกอบด้วยคะแนนอาการทางจมูก (total nasal symptom score; TNSS) คะแนนอาการรวม (total symptom score; TSS) คะแนนรวมอาการและการใช้ยา (total combined rhinitis score; TCRS) ระดับแอนติบอดีชนิด immunoglobulin E (IgE) และ immunoglobulin G4 (IgG4) ที่จำเพาะต่อไรฝุ่น รวมถึงข้อมูลเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการรักษา

ผลการศึกษาที่สำคัญ

จากผู้ป่วยทั้งหมด 49 ราย มีผู้ป่วย 42 ราย ที่เข้าร่วมการศึกษาจนครบระยะติดตาม 4 เดือน ผู้ป่วยมีอายุเฉลี่ย 31.9 ปี เป็นเพศหญิง 59.5% และมีโรคหอบหืดร่วมด้วย 19.0% ผู้ป่วยทุกรายมีภาวะภูมิแพ้ต่อไรฝุ่นชนิด Dp และ 95.2% มีภาวะภูมิแพ้ต่อทั้ง Dp และ Df โดยหลังจากได้รับการรักษาครบ 4 เดือน มีอาการของภูมิแพ้อากาศลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย TNSS ลดลง 69.5% TSS ลดลง 71.6% และ TCRS ลดลง 60.3% ผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนแรก และมีแนวโน้มดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะติดตาม

ผลการตรวจระดับแอนติบอดี HDM-specific IgE สูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับปฏิกิริยาของร่างกายในช่วงแรกของการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัด ขณะที่ผลการตรวจระดับแอนติบอดี HDM-specific IgG4 มีแนวโน้มสูงขึ้นแต่ยังไม่ถึงระดับที่มีนัยสำคัญทางสถิติ

พบเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับการรักษาในผู้ป่วย 83.3% โดยอาการที่รายงานเป็นอาการเฉพาะที่ เช่น อาการคันหรือบวมบริเวณช่องปากและใต้ลิ้น อาการส่วนใหญ่มักเกิดในช่วงแรกของการรักษาและทุเลาได้เองภายใน 2 เดือน ไม่พบปฏิกิริยาทั่วร่างกาย (systemic reactions) หรือเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ร้ายแรง

รูปที่ 1. การเปลี่ยนแปลงของคะแนนอาการและคะแนนการใช้ยาก่อนเริ่มการรักษา รวมถึงเดือนที่ 1, 2 และ 4 หลังเริ่มการรักษา

ตัวย่อ: ACT, asthma control test; AIT, allergen immunotherapy; Df, Dermatophagoides farinae; Dp, Dermatophagoides pteronyssinus; HDM, house dust mite; HDM-SLIT, house dust mite sublingual immunotherapy; IgE, immunoglobulin E; IgG4, immunoglobulin G4; MS, medication score; TCRS, total combined rhinitis score; TNSS, total nasal symptom score; TSS, total symptom score.

สรุปผลการวิจัย

การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดด้วยสารก่อภูมิแพ้ไรฝุ่นชนิดเม็ดอมใต้ลิ้น (วัคซีนภูมิแพ้ชนิดอมใต้ลิ้น) ให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพช่วยลดอาการภูมิแพ้ อาการโดยรวม โดยผู้ป่วยเริ่มมีอาการดีขึ้นตั้งแต่เดือนแรกของการรักษา เป็นที่ยอมรับได้ในการนำไปใช้รักษาจริงในเวชปฏิบัติ มีข้อมูลความปลอดภัย โดยอาจพบอาการข้างเคียงเฉพาะที่ได้ แต่อาการส่วนใหญ่อยู่ในระดับไม่รุนแรงและทุเลาได้เอง

เอกสารอ้างอิง

Kanjanawasee D, Sompornrattanaphan M, Thongngarm T, et al. House dust mite sublingual immunotherapy in Thai allergic rhinitis. Asia Pacific Allergy. 2026. doi:10.5415/apallergy.0000000000000278
Dichapong Kanjanawasee and Mongkhon Sompornrattanaphan equally to this article as co-first authors.