การศึกษา

หลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน

หลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้าน

เพื่อวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม

สาขาตจวิทยา

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ฉบับปรับปรุง พ.ศ 2566

 

1. ชื่อหลักสูตร
(ภาษาไทย) หลักสูตรฝึกอบรมแพทย์ประจาบ้านเพื่อวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชานาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาตจวิทยาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
(ภาษาอังกฤษ) Residency Training in Dermatology, Department of Dermatology, Faculty of Medicine Siriraj Hospital

 

2. ชื่อวุฒิบัตร

ชื่อเต็ม

(ภาษาไทย) วุฒิบัตรเพื่อแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาตจวิทยา

(ภาษาอังกฤษ) Diploma of the Thai Board of Dermatology   

ชื่อย่อ

(ภาษาไทย) ว.ว.ตจวิทยา

(ภาษาอังกฤษ) Diploma, Thai Board of Dermatology

คำแสดงชื่อวุฒิการฝึกอบรมท้ายชื่อ

(ภาษาไทย) ว.ว.ตจวิทยา

(ภาษาอังกฤษ) Diploma, Thai Board of Dermatology  (Dip., Thai Board of Dermatology)

 

3. หน่วยงานที่รับผิดชอบ 

ภาควิชาตจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

4. พันธกิจของการฝึกอบรม/หลักสูตร

ภาควิชาตจวิทยาได้กำหนดพันธกิจด้านการศึกษาของหลักสูตรคือ

“เพื่อสร้างตจแพทย์ที่มีคุณภาพและจริยธรรมในระดับสากล”

             โรคผิวหนังเป็นโรคที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติทั่วไป และมีความเกี่ยวเนื่องกับโรคตามระบบทางอายุรศาสตร์ ตจแพทย์จึงต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถครอบคลุมการวินิจฉัย และสามารถให้การดูแลรักษารวมถึงการส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยผิวหนังได้อย่างถูกต้องครบถ้วนคานึงถึงความต้องการด้านสุขภาพของชุมชน สังคม ระบบบริการสุขภาพ และมีมุมมองอื่นๆ ด้านความรับผิดชอบทางสังคมตามมาตรฐาน คุณวุฒิความรู้ ความชานาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม สาขาตจวิทยา ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย ฉบับปี พ.ศ.2566 อย่างไรก็ตาม จากกระแสความนิยมของสังคมปัจจุบันที่มีต่อการทาศัลยกรรมความงาม รวมถึงหัตถกรรมการเสริมความงามชะลอวัยทางผิวหนังต่างๆ ภาควิชาฯ จึงเล็งเห็นความสาคัญว่า นอกจากความรู้ความชานาญในเวชปฏิบัติข้างต้น ตจแพทย์จาเป็นจะต้องเป็นผู้มีเจตคติ คุณธรรมจริยธรรมที่ดี และมีความเอื้ออาทรใส่ใจในความปลอดภัยในการดูแลรักษา รวมถึงส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วย โดยยึดถือผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางบนพื้นฐานของการดูแลแบบองค์รวมด้วย

            สาขาตจวิทยา เป็นสาขาวิชาที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างรวดเร็ว มีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาอย่างสม่าเสมอ ตจแพทย์จึงต้องมีเจตนารมณ์ในการติดตามความรู้ และวิทยาการให้ทันสมัย สามารถวิเคราะห์ข้อมูลนามาปรับใช้กับบริบทของตนได้ และสามารถปฏิบัติงานได้ด้วยตนเองอย่างเต็มตัวโดยไม่ต้องมีการกากับดูแล หรือมีความสามารถในด้านการวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ด้วยตัวเอง มีเจตนารมณ์ และเตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึง ความสามารถด้านการทางานวิจัยด้วยตนเอง และเผยแพร่องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการแพทย์ด้านผิวหนังในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังต้องเป็นผู้ที่มีทักษะด้านการสื่อสาร ปฏิสัมพันธ์ สามารถทางานเป็นทีม/สหวิชาชีพ มีพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อเพื่อนร่วมงานทั้งในวิชาชีพของตนเอง และวิชาชีพอื่นๆ รวมทั้งผู้ป่วย และญาติ มีความเป็นมืออาชีพ และมีความสามารถในการบริหารจัดการบนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในระบบสุขภาพด้วย

              จะเห็นได้ว่า การเรียนในภาคทฤษฎีอย่างเดียวไม่สามารถทาให้บรรลุพันธกิจได้ แพทย์ผู้เข้ารับการฝึกอบรมต้องนาความรู้ ทักษะต่างๆ มาบูรณาการกับการฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจนชานาญ โดยภาควิชาฯ ใช้หลักการให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเป็นศูนย์กลาง เพื่อกระตุ้นเตรียมความพร้อม และสนับสนุนให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้แสดงความรับผิดชอบต่อกระบวนการเรียนรู้ของตนเอง มีความเอื้ออาทรและใส่ใจในความปลอดภัยเพื่อการแก้ไขปัญหาและการส่งเสริมสุขภาพ โดยยึดถือผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางบนพื้นฐานของการดูแลแบบองค์รวม ภายใต้การกากับดูแล การประเมิน และการให้ข้อมูลป้อนกลับอย่างเป็นระบบ หลักสูตรฉบับนี้ จึงได้จัดทาขึ้นเพื่อให้การฝึกอบรมแพทย์ประจาบ้านตจวิทยาบรรลุวัตถุประสงค์ดังที่วางไว้

 

5. ผลลัพธ์ของการฝึกอบรม/หลักสูตร

แผนฝึกอบรม/หลักสูตรต้องกาหนดผลลัพธ์การฝึกอบรมที่พึงประสงค์ (intended learning outcomes/milestones) ที่ชัดเจน ครอบคลุมประเด็นทั้ง 6 ด้าน ดังต่อไปนี้
5.1 การดูแลรักษาผู้ป่วย (Patient Care)
      5.1.1 สามารถซักประวัติ ตรวจร่างกาย ได้ครบถ้วนและถูกต้อง มีทักษะในการแปลผลทางห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับทางผิวหนัง
      5.1.2 สามารถให้การวินิจฉัย การวางแผนการรักษาโดยใช้ยา (medical) หรือหัตถการ (procedures) และให้ความรู้แก่ผู้มีปัญหาผิวหนัง
      5.1.3 สามารถบันทึกเวชระเบียนได้อย่างสมบูรณ์และสม่าเสมอ
      5.1.4 สามารถให้ความรู้เพื่อเพิ่มความสามารถในการป้องกันโรคและสร้างเสริมสุขภาพทางผิวหนัง

5.2 ความรู้ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการนาไปใช้แก้ปัญหาของผู้ป่วย (Medical knowledge and Skills)
      5.2.1 มีความรู้พื้นฐานวิทยาศาสตร์การแพทย์ (basic sciences) ทางผิวหนัง และสามารถประยุกต์ใช้ในการบริบาลผู้ป่วย
      5.2.2 มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ และเชี่ยวชาญในสาขาตจวิทยา
      5.2.3 มีทักษะในการทาหัตถการทางตจวิทยาเพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม
      5.2.4 สามารถวิพากษ์บทความและงานวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุขได้

5.3 ทักษะปฏิสัมพันธ์ และการสื่อสาร (Interpersonal and Communication Skills)
      5.3.1 มีทักษะการนาเสนอข้อมูลผู้ป่วย และอภิปรายปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
      5.3.2 สามารถถ่ายทอดความรู้และทักษะให้แก่แพทย์ นักศึกษาแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์
      5.3.3 มีทักษะการสื่อสารให้ข้อมูลแก่ญาติและผู้ป่วย ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพโดยมีเมตตา เคารพการตัดสินใจและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

 

5.4 การเรียนรู้จากการปฏิบัติ และการพัฒนาตนเอง (Practice-based Learning and improvement)
      5.4.1 สามารถเรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์ได้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติ
      5.4.2 ปฏิบัติงานแบบสหวิชาชีพและเป็นทีม
      5.4.3 สามารถใช้ยาและทรัพยากรอย่างสมเหตุผล
      5.4.4 ดาเนินการวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุขได้

 

5.5 การปฏิบัติงานตามหลักวิชาชีพนิยม (Professionalism)
      5.5.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และเจตคติอันดีต่อผู้ป่วย ญาติ ผู้ร่วมงาน เพื่อนร่วมวิชาชีพและชุมชน
      5.5.2 เคารพในสิทธิผู้ป่วย
      5.5.3 คานึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวม
      5.5.4 มีความสนใจใฝ่รู้และสามารถพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้เรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต และการพัฒนาวิชาชีพ ต่อเนื่อง
      5.5.5 มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย

 

5.6 การทาเวชปฏิบัติให้สอดคล้องกับระบบสุขภาพ (System-based Practice)
      5.6.1 มีความรู้เกี่ยวกับระบบสุขภาพและระบบยาของประเทศ
      5.6.2 มีความรู้และมีส่วนร่วมในพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วย
      5.6.3 สามารถใช้ทรัพยากรสุขภาพอย่างเหมาะสมและสามารถปรับเปลี่ยนการดูแลรักษาผู้ป่วยให้เข้ากับบริบทของการบริการสาธารณสุขได้ตามมาตรฐานวิชาชีพ

 

6. แผนการฝึกอบรม
6.1. วิธีการให้การฝึกอบรม
       ได้มีการจัดการฝึกอบรมหลักที่จัดให้แก่แพทย์ประจาบ้านเพื่อให้ได้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์การฝึกอบรมที่พึงประสงค์ทั้ง 6 ด้าน ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ (curricular mapping) เน้นการฝึกอบรมโดยใช้การปฏิบัติเป็นฐาน (practice-based training) มีส่วนร่วมในการบริบาลและรับผิดชอบผู้ป่วย คานึงถึงศักยภาพและการเรียนรู้ของแพทย์ประจาบ้าน (trainee-centered) มีการบูรณาการภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติ บูรณาการการฝึกอบรมกับงานบริบาลผู้ป่วยอย่างเหมาะสม โดยให้ระบุวิธีการฝึกอบรม กิจกรรมการการเรียนรู้ภายใต้แต่ละ competency และเป้าประสงค์หลักในแต่ละช่วงหรือแต่ละขั้นขีดความสามารถ (milestone) ของการฝึกอบรม มีการติดตามตรวจสอบ กากับดูแล (supervision) และให้ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) อย่างสม่าเสมอ ดังนี้

      6.1.1 สมรรถนะการดูแลรักษาผู้ป่วย (Patient Care)

      การดูแลรักษาผู้ป่วยนอก 

     - แพทย์ประจาบ้านชั้นที่ 1 ปฏิบัติงานภายใต้การกากับดูแลในภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
     - แพทย์ประจาบ้านชั้นที่ 2-4 ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยนอกทางตจวิทยาอย่างน้อยรวม 750 ชั่วโมงต่อการฝึกอบรมตลอดหลักสูตร โดยหลักสูตรการฝึกอบรมแพทย์ประจาบ้าน ตจวิทยา 2566 หน้า 7
          o แพทย์ประจาบ้านชั้นที่ 2 -3 ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยนอกอย่างน้อย 300 ชั่วโมงต่อปี
          o แพทย์ประจาบ้านชั้นที่ 4 ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยนอกอย่างน้อย 150 ชั่วโมงต่อปี
      - จัดการเรียนการสอนเฉพาะทางโรคต่างๆ
      - แพทย์ประจาบ้านทุกชั้นบันทึกข้อมูลในเวชระเบียนผู้ป่วยนอก ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์

      การดูแลรักษา / รับปรึกษาผู้ป่วยใน
      - แพทย์ประจาบ้านชั้นที่ 1 ปฏิบัติงานภายใต้การกากับดูแลในภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
      - แพทย์ประจาบ้านชั้นที่ 2-4 ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยในทางตจวิทยา

      6.1.2 ความรู้ความเชี่ยวชาญ และความสามารถในการนำไปใช้แก้ปัญหาของผู้ป่วย (Medical knowledge and Skills) 

      - แพทย์ประจาบ้านชั้นปีที่ 1 เรียนรู้วิทยาศาสตร์การแพทย์พื้นฐานประยุกต์ (correlated basic medical science)
      - แพทย์ประจาบ้านชั้นที่ 2-4 เรียนและปฏิบัติงานในสาขาวิชาเฉพาะทางต่างๆ (ตามภาคผนวก 2)
      - แพทย์ประจาบ้านทุกชั้นเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการ (ตามภาคผนวก 2)
      - แพทย์ประจาบ้านทุกชั้น ได้รับการฝึกอบรมเกี่ยวกับหัตถการ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจพิเศษต่างๆ ที่ใช้ในตจวิทยา

     6.1.3 ทักษะปฏิสัมพันธ์ และการสื่อสาร (Interpersonal and Communication Skills) โดยแพทย์ประจาบ้านทุกชั้น

      - ได้เรียนรู้เกี่ยวกับทักษะปฏิสัมพันธ์และการสื่อสาร
      - สามารถให้คาแนะนาที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ผู้ป่วยและญาติ
      - ต้องมีทักษะปฏิสัมพันธ์และการสื่อสารที่ดีกับผู้ร่วมงาน รวมถึงแพทย์ต่างแผนกที่มาปรึกษาเคส
      - สามารถปฏิบัติงานสอนนักศึกษาแพทย์ และแพทย์ประจาบ้านรุ่นน้องได้
      - สามารถนาเสนอข้อมูลผู้ป่วยและอภิปรายปัญหาในกิจกรรมวิชาการ เช่น grand round, clinicopathological conference เป็นต้น

     6.1.4 การเรียนรู้จากการปฏิบัติ (Practice-based Learning)

      - แพทย์ประจาบ้านทุกชั้นมีประสบการณ์การเรียนรู้ในการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมสหวิชาชีพ
      - แพทย์ประจาบ้านทุกชั้นปฏิบัติงานสอนนักศึกษาแพทย์ และ แพทย์ประจาบ้านรุ่นน้อง
      - แพทย์ประจาบ้านทุกชั้น ต้องทางานวิจัยและมีทักษะในเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น การเขียนขอทุนงานวิจัย การทางานวิจัยโดยเป็นผู้วิจัยหลัก (มีส่วนร่วมในงานวิจัยมากสุด) และมีความรู้ของการใช้โปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย เช่น SPSS, Excel
      - แพทย์ประจาบ้านทุกชั้นบันทึกข้อมูลในเวชระเบียนผู้ป่วยได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์
      - แพทย์ประจาบ้านชั้นที่ 2-4 ให้การประเมินและวางแผนการรักษาแก่ผู้ป่วยต่างแผนกได้ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน
      - แพทย์ประจาบ้านชั้นที่ 2-4 รักษาผู้ป่วยบนหลักการของการใช้ยาและทรัพยากรอย่างสมเหตุสมผล

     6.1.5 ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) โดยแพทย์ประจาบ้านทุกชั้น

      - ต้องเข้าร่วมกิจกรรมการให้ความรู้ทางด้านบูรณาการทางการแพทย์
      - ต้องพัฒนาให้มีเจตคติที่ดีระหว่างการปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วยรวมถึงจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่องจริยธรรมทางการแพทย์
      - ต้องเรียนรู้เพื่อให้มีการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง

     6.1.6 การปฏิบัติงานให้เข้ากับระบบ (System-based Practice) โดยแพทย์ประจาบ้านทุกชั้น
      - ต้องมีประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับระบบคุณภาพของโรงพยาบาล ระบบความปลอดภัยของผู้ป่วย รวมทั้งสิทธิผู้ป่วย
      - ต้องมีประสบการณ์การเรียนรู้เกี่ยวกับประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดูแลรักษา หลักการบริหารจัดการ ระบบสุขภาพและระบบยาของประเทศ

6.2 แผนงานฝึกอบรมได้ระบุมาตรฐานผลการเรียนรู้ที่สะท้อนคุณสมบัติและขีดความสามารถของแพทย์เฉพาะทางสาขานั้นทั้ง 6 ด้าน ซึ่งประกอบด้วย
     1. กิจกรรมวิชาชีพที่เชื่อถือไว้ใจได้ (Entrustable Professional Activities: EPA) ของแพทย์เฉพาะทางสาขาตจวิทยา ตามที่กาหนดใน (ตามภาคผนวก 1)
     2. ขั้นขีดความสามารถ (Level of entrustment) โดยจาแนกผลการเรียนรู้และขีดความสามารถในกิจกรรมวิชาชีพที่เชื่อถือไว้ใจได้ (Entrustable Professional Activities: EPA) แต่ละอย่างเป็น 5 ขั้น ตามที่กาหนดใน (ตามภาคผนวก 1)

6.3 เนื้อหาของการฝึกอบรม (ตามภาคผนวก 3)
เนื้อหาการฝึกอบรมต้องครอบคลุมประเด็นหรือหัวข้อต่อไปนี้
      6.3.1. ความรู้พื้นฐานของตจวิทยา และระบบที่เกี่ยวข้อง การบริบาลโรคหรือภาวะของผู้ป่วย การป้องกันโรคสร้างเสริมสุขภาพ และฟื้นฟูสภาพ และมีความรู้ทางเวชพันธุศาสตร์
      6.3.2. หัตถการและการแปลผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อวินิจฉัยโรคตจวิทยา และหัตถการทางคลินิกด้านการรักษา
      6.3.3 การตัดสินใจทางคลินิก
      6.3.4. การใช้ยาอย่างสมเหตุผล
      6.3.5. ทักษะการสื่อสาร
      6.3.6. จริยธรรมทางการแพทย์
      6.3.7. การสาธารณสุข และระบบบริการสุขภาพ
      6.3.8. กฎหมายการแพทย์
      6.3.9. หลักการบริหารจัดการ
      6.3.10. ความปลอดภัยและสิทธิของผู้ป่วย
      6.3.11. การดูแลสุขภาวะทั้งกายและใจของตนเอง
      6.3.12. การแพทย์ทางเลือกที่เกี่ยวข้อง
      6.3.13. ระเบียบวิจัยทางการแพทย์และเวชศาสตร์ระบาดวิทยาทางคลินิก
      6.3.14. เวชศาสตร์อิงหลักฐานเชิงประจักษ์
      6.3.15. พฤติกรรมและสังคมศาสตร์ในบริบทของสาขาวิชา
      6.3.16. ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโลก (เช่น วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรคสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และอุบัติภัย เป็นต้น)

6.4 การทางานวิจัย
แพทย์ประจาบ้านต้องทางานวิจัย ได้แก่ งานวิจัยแบบ retrospective, prospective หรือ cross sectional อย่างน้อย 1 เรื่อง หรือทา systematic review หรือ meta analysis 1 เรื่อง ในระหว่างการฝึกอบรม 4 ปี โดยเป็นผู้วิจัยหลักหรือผู้นิพนธ์หลัก หรือ มีเอกสารแนบว่ามีการทางานอย่างน้อยร้อยละ 50 งานวิจัยดังกล่าวต้องประกอบด้วยหัวข้อหลักดังนี้
     1. วัตถุประสงค์ของการวิจัย
     2. วิธีการวิจัย
     3. ผลการวิจัย
     4. การวิจารณ์ผลการวิจัย
     5. บทคัดย่อ

จุดประสงค์ : เมื่อสิ้นสุดการฝึกอบรมเพื่อเป็นผู้มีความรู้ความชานาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาตจวิทยาแล้ว ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถปฏิบัติงานด้านสาขาตจวิทยาได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพในโรงพยาบาล สถาบันการศึกษา หรือสถาบันอื่น

Last update: 11/02/2025 07:06:33

ติดต่อเรา

สำนักงานภาควิชาฯ โทร 0-2419-4332-3

ติดต่อนัดหมายผู้ป่วย

© 2018 Department of Dermatology, Faculty of Medicine Siriraj Hospital. All rights reserved.