การพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับชุดทดสอบไมโครอะเรย์สตริป :
เพื่อการตรวจวิเคราะห์ภาวะภูมิแพ้ต่อโมเลกุลสารก่อภูมิแพ้
(Development of platform for component-resolved microarray strip test kit for diagnosis of allergy)
ศ. เกียรติคุณ ดร. พญ.อัญชลี ตั้งตรงจิตร และคณะ
ภาควิชาปรสิตวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
โครงการพัฒนาแพลตฟอร์มชุดทดสอบไมโครอะเรย์สตริปมีจุดเริ่มต้นจากสถานการณ์โรคภูมิแพ้ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการยกระดับการวินิจฉัยจากการใช้สารสกัดหยาบแบบเดิมที่ควบคุมคุณภาพได้ยากมาเป็นการตรวจในระดับโมเลกุลหรือ Component-resolved diagnosis (CRD) เพื่อให้ได้ผลการทดสอบที่แม่นยำและตอบโจทย์การรักษาแบบแม่นยำ (Precision Medicine) โดยทีมวิจัยภูมิแพ้ศิริราช พัฒนาร่วมกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
การดำเนินงานพัฒนาผลิตภัณฑ์ โครงการได้นำองค์ความรู้ด้านอิมมูโนวิทยาและการผลิตโปรตีนรีคอมบิแนนท์ (Recombinant protein) มาเป็นปัจจัยนำเข้าสำคัญ เพื่อพัฒนาชุดทดสอบต้นแบบที่ทำงานด้วยระบบ Lateral Flow ร่วมกับเทคโนโลยี Microarray ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจวัด Specific IgE ต่อโมเลกุลสารก่อภูมิแพ้ได้หลายชนิดพร้อมกันในตัวอย่างเดียว เมื่อหยดซีรัมลงบนแถบทดสอบ ตัวอย่างจะจับกับโมเลกุลสารก่อภูมิแพ้ที่ตรึงไว้และแสดงสัญญาณด้วยสารเรืองแสง โดยมีเครื่องอ่านสัญญาณแบบพกพาเป็นตัวรายงานผลและบันทึกข้อมูลโดยอัตโนมัติ ผลผลิตที่ได้จึงไม่ใช่เพียงแค่ตัวชุดทดสอบและเครื่องอ่านต้นแบบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสารก่อภูมิแพ้มาตรฐาน 8 ชนิด ทรัพย์สินทางปัญญาเกี่ยวกับสารเรืองแสง และผลงานวิจัยตีพิมพ์ระดับนานาชาติ
เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพในการช่วยให้กระบวนการวินิจฉัยมีความสะดวกและประหยัดมากขึ้น โดยอาจช่วยลดปริมาณน้ำยา สารเคมี และซีรัมที่ใช้ในการทดสอบแต่ละครั้ง นอกจากนี้ คาดว่าจะสามารถสนับสนุนการระบุโมเลกุลสารก่อภูมิแพ้ที่เกี่ยวข้องกับอาการแพ้ได้อย่างมีความจำเพาะมากขึ้น (Precision Diagnosis) ที่จะเป็นพื้นฐานสำหรับการต่อยอดไปสู่การพัฒนาวิธีการรักษา เช่น ภูมิคุ้มกันบำบัด สำหรับผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จากไรฝุ่นและแมลงสาบ ในระยะยาว โครงการนี้คาดว่าจะมีส่วนสนับสนุนเชิงบวกต่อระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจ หากสามารถพัฒนาได้ตามเป้าหมาย โดยอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการวินิจฉัยที่มีความเหมาะสมมากขึ้น รวมถึงส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ภายในประเทศในระยะต่อไป




