โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก (Hemifacial Spasm)
เมื่อการรักษาที่ “ลดลง” กลับ“เพิ่ม” คุณค่าให้ผู้ป่วยและระบบสุขภาพ
อ.นพ.อัครวิชญ์ เอี่ยมสำอางค์
ภาควิชาจักษุวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
ผลงานวิจัยเรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพการฉีดโบทูลินัมท็อกซินเฉพาะรอบตาเปรียบเทียบกับการฉีดทั้งรอบตาและใบหน้าส่วนล่างในโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกที่ออกแบบการศึกษาแบบไม่ด้อยกว่าแบบสุ่มไขว้
Efficacy of isolated periocular botulinum toxin A injections versus periocular and adjunctive lower facial injections in hemifacial spasm
Hemifacial spasm (HFS) เป็นโรคทางระบบประสาทที่พบได้ไม่บ่อย แต่สร้างผลกระทบต่อชีวิตผู้ป่วยอย่างลึกซึ้ง มีลักษณะสำคัญ คือ การเกร็งกระตุกของกล้ามเนื้อใบหน้าข้างเดียวแบบควบคุมไม่ได้ เริ่มจากรอบตาและค่อย ๆ ลามไปยังกล้ามเนื้อแก้ม ปาก และคาง อาการมักเป็นเรื้อรัง แต่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นตามเวลา ผู้ป่วยจำนวนมากมีปัญหาการมองเห็นจากการกระตุกของเปลือกตาจนบังการมองเห็น เกิดความไม่มั่นใจในการสื่อสาร เข้าสังคมลำบาก และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตทั้งด้านอารมณ์และอาชีพการงาน แม้ Hemifacial spasm (HFS) จะไม่ใช่โรคที่คุกคามชีวิต แต่เป็นโรคที่ “บั่นทอนชีวิตประจำวัน” อย่างชัดเจน การรักษาที่มีประสิทธิภาพจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง
Botulinum toxin: มาตรฐานการรักษาที่ต้องฉีดซ้ำตลอดชีวิต
การฉีด Botulinum toxin A (BoNT-A) เป็นการรักษาหลักที่ได้ผลดีของ HFS มานานหลายทศวรรษ ลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อชั่วคราวได้อย่างชัดเจน แต่ข้อจำกัดคือ
* ต้องฉีดซ้ำทุก 3–4 เดือน
* เป็นภาระทั้งต่อผู้ป่วยและระบบบริการ
* การฉีดในกล้ามเนื้อใบหน้าส่วนล่างอาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น มุมปากตก หน้าเบี้ยว และพูดลำบาก
ในเวชปฏิบัติจริง แพทย์จำนวนมากฉีดทั้งรอบตาและใบหน้าส่วนล่างตาม “สูตรมาตรฐาน” มาโดยตลอด และจากการสังเกตพบว่าช่วงสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 จำเป็นต้องใส่หน้ากากอนามัยตลอดทำให้การฉีดใบหน้าส่วนล่างถูกงดเว้น แต่กลับยังคงควบคุมอาการของโรคได้ดี คำถามสำคัญคือ “เราจำเป็นต้องฉีดโบทูลินัมท็อกซินที่ใบหน้าส่วนล่างในผู้ป่วยทุกรายหรือไม่?”
งานวิจัยที่ตั้งคำถามกับมาตรฐานเดิม
งานวิจัย เรื่อง การศึกษาประสิทธิภาพการฉีดโบทูลินัมท็อกซินเฉพาะรอบตาเปรียบเทียบกับการฉีดทั้งรอบตาและใบหน้าส่วนล่างในโรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีกที่ออกแบบการศึกษาแบบไม่ด้อยกว่าแบบสุ่มไขว้ (Efficacy of isolated periocular botulinum toxin A injections versus periocular and adjunctive lower facial injections in hemifacial spasm) ซึ่งตีพิมพ์ใน Annals of Medicine ปี 2025 เป็นงานวิจัยจากทีมแพทย์ ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล นำโดย อ.นพ.อัครวิชญ์ เอี่ยมสำอางค์ ศ.นพ.นิพนธ์ จิรภาไพศาล และ ศ.พญ.วณิชา ชื่นกองแก้ว ที่ออกแบบการศึกษาแบบ Randomized Controlled Non-inferiority Crossover trial
ผู้ป่วย HFS จำนวน 46 ราย ได้รับการรักษา 2 รูปแบบในช่วงเวลาต่างกัน ได้แก่
1. ฉีดโบท็อกซ์เฉพาะบริเวณรอบตา (isolated periocular injection)
2. ฉีดรอบตา + ใบหน้าส่วนล่าง (conventional injection)
เป้าหมายคือพิสูจน์ว่า การฉีดเฉพาะรอบตา “ไม่ด้อยกว่า” วิธีมาตรฐาน ในการควบคุมอาการ HFS
ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนวิธีคิดของแพทย์
ผลการศึกษาพบว่า
* การฉีดเฉพาะรอบตา ควบคุมอาการ HFS ได้ไม่ด้อยกว่า วิธีฉีดแบบเดิม สามารถควบคุมอาการใบหน้าส่วนล่างได้ดีด้วย
* คะแนนประเมินอาการ (VAS), ความรุนแรงของโรค (HSGS, SMC) และคุณภาพชีวิต (HFS-30) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
* ผลข้างเคียงเรื่อง “มุมปากตก” พบเฉพาะในกลุ่มฉีดแบบเดิมเท่านั้น
* การฉีดเฉพาะรอบตาใช้ปริมาณยาโบท็อกซ์น้อยลง ตำแหน่งฉีดลดลงจึงเจ็บน้อยกว่า และผู้ป่วยพึงพอใจมากกว่า
กล่าวอีกอย่างคือ
– ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน
– ความปลอดภัยดีกว่า
– ผู้ป่วยรู้สึก “เป็นธรรมชาติ” มากกว่า
จากตัวเลขงานวิจัย สู่ชีวิตจริงของผู้ป่วย
หลังสถานการณ์โควิด ทีมวิจัยพบว่าผู้ป่วยกว่า 85% ยังคงเลือกวิธี “ฉีดเฉพาะรอบตา” ต่อเนื่อง แม้สามารถกลับไปฉีดแบบเดิมได้ เหตุผลหลักคือ หน้าไม่เบี้ยว พูด เคี้ยว ยิ้ม ได้เป็นธรรมชาติ รู้สึกมั่นใจในการเข้าสังคมมากขึ้น นอกจากนี้ วิธีนี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายรวมของระบบสุขภาพได้มากกว่า 19% ต่อปี ซึ่งมีนัยสำคัญต่อคลินิกที่ต้องดูแลผู้ป่วย HFS ระยะยาวจำนวนมาก
ปัจจุบันการรักษาแบบฉีดโบท็อกซ์เฉพาะบริเวณรอบตา จึงถูกใช้เป็นวิธีมาตรฐานในผู้ป่วยHFSใหม่ทุกรายที่รับการรักษาในหน่วยตรวจจักษุ โรงพยาบาลศิริราช
งานวิจัยดังกล่าวได้รับการเผยแพร่ระดับนานาชาติและได้รับรางวัลงานวิจัยดีเด่นอันดับ 1 ในงาน The 12th Asian Neuro-ophthalmology Society Meeting ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
ความหมายต่อการแพทย์ยุค Precision Medicine
งานวิจัยนี้ไม่ใช่แค่เปลี่ยน “ตำแหน่งฉีด” แต่เปลี่ยน “แนวคิดในการรักษา”จากการรักษาแบบเหมือนกันทุกคน (one-size-fits-all) สู่การรักษาที่ “พอดีกับผู้ป่วยแต่ละราย” นี่คือหัวใจของ Precision Medicine ในเวชปฏิบัติจริง ไม่ใช่แค่รักษาโรค แต่รักษา “คน”
บทสรุป
Hemifacial Spasm เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ทำลายคุณภาพชีวิตผู้ป่วยอย่างเงียบๆ งานวิจัยจากทีมแพทย์ไทยชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า บางครั้ง การรักษาที่ “น้อยลง” อาจให้ผลลัพธ์ที่ “พอดีและดีกว่า” สำหรับผู้ป่วย และนี่คือก้าวสำคัญของการแพทย์ที่ไม่ได้ถามเพียงว่า “อะไรดีที่สุดทางทฤษฎี” แต่ถามว่า “อะไรดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยในชีวิตจริง”
คณะผู้วิจัย
อ.นพ.อัครวิชญ์ เอี่ยมสำอางค์
ศ.พญ.วณิชา ชื่นกองแก้ว
พญ.มนัสวี จรดล
คุณญาณี มุขดาร์
ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
ศ.นพ.นิพนธ์ จิรภาไพศาล
อ.นพ.ณัฐพล รัตนธรรมสกุล
พญ.ภคินี เรืองจรินทร์


