โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นและโรคเส้นประสาทหูเสื่อม : การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน
(Obstructive Sleep Apnea and Sensorineural Hearing Loss: A Systematic Review and Meta-Analysis)

 อ.พญ.นวรัตน์ เกษมสุข
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

        โรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (obstructive sleep apnea: OSA) เป็นโรคที่สามารถพบได้บ่อยทั้งในประชากรไทยและประชากรโลก โดยผู้ป่วยจะมีทางเดินหายใจส่วนบนที่หย่อนลงในขณะหลับจนทางเดินหายใจส่วนบนอุดตันไป มีการหยุดหายใจเกิดขึ้น ระดับออกซิเจนในเลือดจะลดลงในระหว่างที่มีการหยุดหายใจ ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์ด้วยอาการนอนกรน มีอาการสะดุ้งเฮือก หายใจเหนื่อยระหว่างคืน ง่วงกลางวัน ตื่นไม่สดชื่น การวินิจฉัยทำได้โดยดูค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่ว (apnea-hypopnea index: AHI) จากการทดสอบการนอนหลับ (polysomnography) โรคหยุดหายใจขณะหลับนี้สามารถทำให้เกิดผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ทั่วร่างกายจากหลายกลไกด้วยกัน ได้แก่ ภาวะ oxidative stress, การอักเสบทั่วร่างกาย, ความแปรปรวนของระบบการเผาผลาญ, การกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ, ลิ่มเลือดในหลอดเลือดฝอย และ การเปลี่ยนแปลงของแรงดันทรวงอก

        โครงสร้างในหูชั้นในโดยเฉพาะอวัยวะรับเสียงรูปก้นหอย (cochlear) เป็นอวัยวะที่มีความไวต่อการขาดเลือดและออกซิเจน การหยุดหายใจระหว่างการนอนหลับซ้ำๆในผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมของเส้นประสาทและอวัยวะรับเสียง นำไปสู่การสูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราวหรือแบบถาวรในท้ายที่สุด

        มีการศึกษามากมายก่อนหน้านี้ที่พยายามจะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นและโรคเส้นประสาทหูเสื่อม อย่างไรก็ตามผลการศึกษาที่ผ่านมายังมีผลการศึกษาที่มีความขัดแย้งกันอยู่ค่อนข้างมากและยังไม่สามารถสรุปได้ว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นและโรคเส้นประสาทหูเสื่อมจริงหรือไม่ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจำกัดในเรื่องของผลของการรักษาผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (continuous positive airway pressure: CPAP) ต่อการได้ยินของผู้ป่วย การศึกษาฉบับนี้จึงจัดทำขึ้นเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นและโรคเส้นประสาทหูเสื่อมโดยการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน (systematic review and meta-analysis) ซึ่งเป็นการนำผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องที่ผ่านมาทั้งหมดมาวิเคราะห์และสรุปผลร่วมกันโดยใช้วิธีทางสถิติ/span>

        หลังจากทำการทบทวนวรรณกรรมพบว่าในปัจจุบันมีการศึกษาที่รายงานความสัมพันธ์ระหว่างโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นและโรคเส้นประสาทหูเสื่อมอยู่ทั้งสิ้น 20 บทความ และมีอาสาสมัครผู้เข้าร่วมโครงการที่เกี่ยวข้องดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 34,442 คน ผลการวิเคราะห์อภิมานพบว่าอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับวินิจฉัยเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการทดสอบการนอนหลับจะมีค่าเฉลี่ยระดับการได้ยินจากการทดสอบการได้ยิน (audiogram) แย่กว่าอาสาสมัครกลุ่มควบคุมทั้งการได้ยินในช่วงความถี่เสียงกลาง (500 Hertz, 1000 Hertz, และ 2000 Hertz) ช่วงความถี่เสียงสูง (4000 Hertz และ 8000 Hertz) รวมถึงช่วงความถี่จำเพาะในทุก ๆ ความถี่ ได้แก่ 500 Hertz, 1000 Hertz, 2000 Hertz, 4000 Hertz และ 8000 Hertz นอกจากนี้พบว่าอาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับวินิจฉัยเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับจะมีความเสี่ยงที่จะมีเส้นประสาทหูเสื่อมในช่วงความถี่เสียงกลางสูงกว่าอาสาสมัครกลุ่มควบคุม 1.52 เท่ารวมถึงมีความเสี่ยงที่จะมีเส้นประสาทหูเสื่อมในช่วงความถี่เสียงสูงสูงกว่าอาสาสมัครกลุ่มควบคุม 1.19 เท่า เมื่อพิจารณาตามความรุนแรงของโรคหยุดหายใจขณะหลับพบว่า อาสาสมัครกลุ่มที่ได้รับวินิจฉัยเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับที่มีความรุนแรงของโรคในระดับรุนแรง ซึ่งมีค่าดัชนีการหยุดหายใจและหายใจแผ่วมากกว่าหรือเท่ากับ 30 ครั้งต่อชั่วโมง จะมีระดับการได้ยินเฉลี่ยในช่วงความถี่เสียงกลางและความถี่เสียงสูงแย่กว่ากลุ่มที่ได้รับวินิจฉัยเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับที่มีความรุนแรงของโรคในระดับน้อยหรือปานกลาง

        จะเห็นได้ว่าผลการทบทวนวรรณกรรมและการวิเคราะอภิมานพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างโรคหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้นและโรคเส้นประสาทหูเสื่อมจริงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวจะเป็นความสัมพันธ์ชนิดเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันกล่าวคือการหยุดหายใจขณะหลับ ทำให้เกิดการลดลงของระดับออกซิเจนในเลือด และนำไปสู่การสูญเสียการได้ยินจากการจากการเสื่อมของเส้นประสาทและอวัยวะรับเสียง อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาที่มีการติดตามผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับเพื่อดูว่ามีการได้ยินที่ลดลงเกิดขึ้นในภายหลังและยืนยันลำดับเวลาและความสัมพันธ์อันเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกันระหว่างภาวะดังกล่าว

        นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์พบว่าการรักษาผู้ป่วยโรคหยุดหายใจขณะหลับด้วยเครื่องอัดอากาศแรงดันบวกไม่ได้ทำให้ระดับการได้ยินเฉลี่ยในช่วงความถี่เสียงกลางดีขึ้นซึ่งอาจอธิบายได้ว่าโรคเส้นประสาทหูเสื่อมเป็นภาวะที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงให้กลับสู่สภาพเดิมได้จากความเสียหายของของเส้นประสาทและอวัยวะรับเสียงที่เกิดขึ้นไปแล้ว ดังนั้นข้อมูลในส่วนนี้จะเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการคัดกรองผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรนและมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงทีก่อนที่จะมีความเสียหายเกิดขึ้นกับระบบต่าง ๆ ของร่างกายอย่างถาวรต่อไป