Kor-V Herbal Baby Wipes :
ทิชชูเปียกสมุนไพรไทย เพื่อป้องกันโรคมือเท้าปากในเด็กเล็ก
รศ. ดร. นพ.บุญรัตน์ ทัศนีย์ไตรเทพ
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
ทุกครั้งที่มีข่าวโรคมือเท้าปาก (HFMD) ระบาดในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (day care) หรือโรงเรียนอนุบาล ผู้ปกครองทุกครอบครัวต่างกังวลใจ เพราะโรคนี้แพร่กระจายได้รวดเร็วในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี และพบผู้ป่วยในประเทศไทยประมาณ 60,000–80,000 รายต่อปี
สาเหตุของโรคคือเชื้อไวรัสในกลุ่มเอนเทอโรไวรัส ที่ติดต่อกันได้ง่ายผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ ไปจนถึงการจับของเล่นหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ สายพันธุ์ที่พบบ่อยที่สุดในไทยคือ ไวรัสค็อกซากี เอ16 (CA16) ร้อยละ 62.75 ซึ่งมักทำให้มีอาการไม่รุนแรงและหายเองได้ใน 7–10 วัน แต่อีกสายพันธุ์ที่น่าเป็นห่วงกว่าคือ เอนเทอโรไวรัส 71 (EV71) ซึ่งแม้จะพบน้อยกว่า ที่ร้อยละ 30.81 แต่ในเด็กบางรายอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ทั้งเยื่อหุ้มสมองอักเสบ น้ำท่วมปอด กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จนถึงขั้นเสียชีวิตได้
วัคซีนมีแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมทุกสายพันธุ์
ปัจจุบันมีวัคซีนชนิดเชื้อตายที่ป้องกันสายพันธุ์ EV71 ได้ แต่ไม่สามารถป้องกันสายพันธุ์อื่น ๆ ของเชื้อในกลุ่มเดียวกันได้ แม้เด็กจะได้รับวัคซีนครบยังมีโอกาสป่วยเป็นโรคมือเท้าปากได้ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคนี้โดยตรง แพทย์จึงทำได้เพียงรักษาตามอาการเท่านั้น ดังนั้นการป้องกันและการควบคุมการแพร่กระจายเชื้อยังคงเป็นแนวทางที่สำคัญที่สุดในการรับมือกับโรคนี้
แอลกอฮอล์ที่พกอยู่ในกระเป๋า อาจไม่ได้ช่วยอะไร
หลายครอบครัวเชื่อว่าแค่มีเจลแอลกอฮอล์หรือทิชชูเปียกผสมแอลกอฮอล์ 70% ติดตัวไว้ก็เพียงพอแล้ว แต่ความจริงคือผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสก่อโรคมือเท้าปากได้เลย เพราะแอลกอฮอล์ออกฤทธิ์ได้ดีกับไวรัสที่มีเยื่อไขมันห่อหุ้ม (Enveloped virus) เช่น ไวรัสไข้หวัดใหญ่หรือโคโรนาไวรัส แต่ไวรัสก่อโรคมือเท้าปากเป็นไวรัสชนิดไม่มีเยื่อไขมันห่อหุ้ม (Naked virus) จึงทนทานต่อแอลกอฮอล์ได้ดี และยังอยู่รอดบนพื้นผิวต่าง ๆ ได้นานถึง 7 วัน เช่น ของเล่น โต๊ะ หรือราวบันไดในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงเป็นแหล่งแพร่เชื้อที่มองไม่เห็น
แม้จะมีสารฆ่าเชื้อที่ได้ผล เช่น คลอรีน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ หรือเบนซัลโคเนียมคลอไรด์ แต่สารเหล่านี้ต้องใช้อย่างระวัง เพราะอาจระคายเคืองผิวหนังและดวงตา และอาจเป็นอันตรายหากสัมผัสกับเด็กโดยตรง
เพกา: สมุนไพรไทยที่ซ่อนพลัง
คณะนักวิจัยของศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการถ่วงดุลทางอิมมูโนโลยี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ค้นคว้าวิจัยสมุนไพรหลายชนิด จนพบว่า เพกา (Oroxylum indicum) ซึ่งเป็นสมุนไพรพื้นบ้านในวงศ์ Bignoniaceae ที่พบได้ทั่วไปในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีศักยภาพที่น่าสนใจมาก เพกามีสารสำคัญอย่าง baicalein ในปริมาณสูง โดยเฉพาะในส่วนเปลือกต้น เปลือกราก และใบ ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอักเสบ ต้านมะเร็ง และต้านไวรัสหลายชนิด รวมถึงสาร oroxylin-A ที่มีคุณสมบัติต้านไวรัส ต้านแบคทีเรีย
ผลการวิจัยที่ผ่านการทดสอบและได้รับการจดสิทธิบัตรเลขที่ 2001003373 ยืนยันชัดเจนว่า องค์ประกอบทางเภสัชภัณฑ์จากเพกาสามารถยับยั้งเชื้อ CA16 และEV71 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นับเป็นก้าวสำคัญที่เปิดประตูสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ป้องกันโรคมือเท้าปากจากธรรมชาติอย่างแท้จริง
จากงานวิจัยต่อยอดนวัตกรรมสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์
ด้วยการสนับสนุนจากสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล การศึกษานี้จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในกระดาษ แต่ต่อยอดเป็นบริษัท Biovita ที่ Spin off มาจากมหาวิทยาลัยมหิดล และพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระดับอุตสาหกรรมภายใต้ชื่อ “Kor-V Herbal Baby Wipes” ทิชชูเปียกสมุนไพรสำหรับเด็กที่ตอบโจทย์สิ่งที่ผู้ปกครองกำลังมองหา
ผลทดสอบทางห้องปฏิบัติการพบว่า Kor-V ยับยั้งเชื้อไวรัสก่อโรคมือเท้าปากได้ดีกว่าทิชชูเปียกที่ผสมแอลกอฮอล์ถึง 2 เท่า ครอบคลุมทั้ง CA16 และ EV71 และยังใช้ได้ผลกับเชื้อก่อโรคโควิด-19 และเชื้อไข้หวัดใหญ่ด้วย ในด้านความปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบทางผิวหนัง (Dermatologically tested) แล้วว่าเหมาะกับผู้ที่ผิวแพ้ง่าย เพราะใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติ 100% ไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีสารเคมีที่ก่อการระคายเคือง และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ จึงอ่อนโยนพอสำหรับผิวเด็กแรกเกิด
คุณค่าที่ส่งต่อสู่สังคมในวงกว้าง
ประโยชน์ของ Kor-V ไม่ได้หยุดอยู่เพียงตัวเด็ก เมื่อเด็กป่วยน้อยลง ครอบครัวแบกรับค่ารักษาพยาบาลน้อยลง ผู้ปกครองไม่ต้องหยุดงานกะทันหันเพื่อดูแลบุตรหลาน ขณะเดียวกันการนำเพกามาเป็นวัตถุดิบหลักยังช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยที่ปลูกสมุนไพรชนิดนี้ สอดรับกับทิศทางการส่งเสริมสมุนไพรไทยในเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
Kor-V Herbal Baby Wipes จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนและน่าภาคภูมิใจของการต่อยอดงานวิจัยพื้นฐานสู่นวัตกรรมที่ตอบโจทย์ระบบสาธารณสุขไทยได้อย่างแท้จริง สะท้อนให้เห็นถึงพลังของภูมิปัญญาสมุนไพรไทยที่ผสานกับองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างทางเลือกที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับครอบครัวไทย นับเป็นความสำเร็จที่แสดงให้เห็นว่าการวิจัยและนวัตกรรมของไทยสามารถก้าวขึ้นสู่เวทีผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ระดับสากลได้อย่างภาคภูมิ



