นวัตกรรมความหวังใหม่: ยกระดับการรักษาผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ระยะลุกลามด้วยวิธี HIPEC ที่โรงพยาบาลศิริราช
ผศ.นพ.ศรัญ ประกายรุ้งทอง
ภาควิชาโสต นาสิก นาสิก ลาริงซ์วิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
อ.พญ. เขมณัฏฐ์ เขมวรพงศ์
ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
มะเร็งรังไข่ (Ovarian Cancer) ถือเป็นหนึ่งในภัยเงียบที่ร้ายแรงสำหรับสตรี เนื่องจากในระยะแรกมักไม่แสดงอาการแน่ชัด ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมาก (ราวกว่าร้อยละ 70) มักตรวจพบ เมื่อโรคลุกลามทั่วช่องท้องแล้ว (Advanced Ovarian Cancer) หรือที่พบเป็นภาวะเซลล์มะเร็งแพร่กระจายทั่วเยื่อบุช่องท้อง (Carcinomatosis Peritoneii) ซึ่งการรักษาในระยะลุกลามนี้มีความซับซ้อนและต้องการทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับสูง
ปัจจุบัน โรงพยาบาลศิริราช ได้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาใช้เพื่อเพิ่มโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ป่วย หนึ่งในเทคนิคที่โดดเด่นและแสดงผลลัพธ์ได้อย่างเป็นรูปธรรมคือ เทคนิคการให้ยาเคมีบำบัดทางช่องท้องด้วยความร้อน หรือ HIPEC (Hyperthermic Intraperitoneal Chemotherapy)
๐ HIPEC คืออะไร?
HIPEC คือนวัตกรรมการรักษาที่ผสานเอาการผ่าตัดกำจัดก้อนมะเร็งออกให้ได้มากที่สุด (Cytoreductive Surgery) ร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดที่มีอุณหภูมิอุ่น (ประมาณ 41-43 องศาเซลเซียส) หมุนเวียนเข้าไปในช่องท้องโดยตรงทันที ภายหลังการตัดเนื้องอกออกในขณะผ่าตัด ความร้อนจะช่วยให้ยาเคมีบำบัดซึมซาบเข้าสู่เนื้อเยื่อทั่วช่องท้อง แล้วจึงแทรกซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียน ส่งผลทำลายเซลล์มะเร็งขนาดเล็กที่อาจหลงเหลืออยู่ และ/หรือมองไม่เห็นด้วยตาเปล่าหลังการผ่าตัดเนื้องอกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ยาทางหลอดเลือดดำ ภายหลังการผ่าตัดเพียงอย่างเดียว
๐ บทบาทของการรักษาด้วยวิธี HIPEC ในมะเร็งรังไข่
เป็นที่ยอมรับแพร่หลายมาตั้งแต่ข้อมูลการศึกษาจากประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปีพ.ศ. 2561 ที่รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการรักษาและประโยชน์ของการใส่ยาเคมีบำบัดแบบ HIPEC ร่วมกับการผ่าตัด ซึ่งพบว่าเพิ่มอัตราการรอดชีวิตรวมถึง 11.8 เดือน เมื่อเทียบกับการผ่าตัดกำจัดรอยโรคมะเร็งภายหลังการให้ยาเคมีบำบัดปฐมภูมิก่อนผ่าตัด 3-4 ครั้ง (Interval Debulking Surgery) เพียงอย่างเดียว1 ทำให้มีการพัฒนาการรักษาด้วยเทคนิค HIPEC ในผู้ป่วยมะเร็งวิทยานรีเวช ณ โรงพยาบาลศิริราชมาโดยลำดับ นับตั้งแต่กรณีแรก ในปีพ.ศ. 2555 จากการเก็บข้อมูลสถิติของผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ระยะลุกลามที่เข้ารับการรักษาด้วยเทคนิค HIPEC ที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2555-2569 รวมทั้งสิ้น 51 ราย ซึ่งมีการติดตามผลการรักษาเป็นระยะเวลาสูงสุดถึง 60 เดือน
1, Van Driel WJ, Koole SN, Sikorska K, et al. Hyperthermic intraperitoneal chemotherapy in ovarian cancer. N Eng J Med 2018; 378: 230-40.
พบข้อมูลที่น่าประทับใจดังนี้:
• มีอัตราความสำเร็จในการผ่าตัดมะเร็งออกได้หมดหรือเหลือน้อยกว่า 2.5 มิลลิเมตร และสามารถให้เคมีบำบัดแบบ HIPEC ได้สำเร็จถึง 48 ราย (ร้อยละ 94.1) ง
• ระยะเวลาปลอดโรค (Progression-Free Survival – PFS): ผู้ป่วยมีระยะเวลาที่โรคสงบและไม่กลับมาลุกลามโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 23 เดือน
o เมื่อแยกตามรูปแบบการรักษา พบว่ากลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัดเป็นลำดับแรก (Primary Surgery)
มีระยะเวลาปลอดโรคอยู่ที่ 18 เดือน
o ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (Neoadjuvant Chemotherapy หรือ NACT) มีระยะเวลาปลอดโรคที่ยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 34 เดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากกราฟการรอดชีพที่ผู้ป่วยกลุ่ม NACT มีแนวโน้มการปลอดโรคที่ดีกว่า
• อัตราการรอดชีพโดยรวม (Overall Survival – OS): ภาพรวมของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเทคนิคนี้มีอัตรารอดชีพที่ดีเยี่ยมจนค่าเฉลี่ยกลางยังไม่ถึงจุดที่กำหนด (Not reached) ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยมากกว่าครึ่งหนึ่งยังมีชีวิตอยู่และมีสุขภาพที่ดีเกินกว่าระยะเวลาที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูล
o สำหรับกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเป็นลำดับแรก (Primary Surgery) มีอัตราการรอดชีพโดยรวมเฉลี่ยสูงถึง 57 เดือน
o ส่วนกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดก่อนการผ่าตัด (NACT) นั้น ผลลัพธ์ก็ดีเยี่ยมจนค่าเฉลี่ยกลางยังไม่ถึงจุดที่กำหนด (Not reached) เช่นเดียวกัน
ความสำเร็จนี้เกิดจากความพยายามพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดร่วมกับการบริหารยาเคมีบำบัด ทั้งอาศัยความร่วมมือด้านการวินิจฉัยและร่วมผ่าตัดแบบสหสาขา โดยเฉพาะหน่วยผ่าตัดส่องกล้องศัลยศาสตร์ทั่วไป ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล
ก้าวต่อไปเพื่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย
ข้อมูลสถิติเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นตัวเลขทางวิชาการ แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลศิริราชในการนำนวัตกรรม HIPEC มาประยุกต์ใช้ร่วมกับการวางแผนการรักษาแบบจำเพาะเจาะจง เพื่อยืดระยะเวลาปลอดโรคและเพิ่มอัตรารอดชีวิตให้สูงที่สุด
โรงพยาบาลศิริราชยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ระยะลุกลามได้มีความหวัง มีรอยยิ้ม และสามารถกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัวได้อย่างมีคุณภาพอีกครั้ง







