วันนี้ (6 ก.ค. 69) เวลา 13.30 น. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดแถลงข่าวสนับสนุนเครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้า (AED) ให้แก่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิร่วมกตัญญู ในโครงการการเพิ่มศักยภาพการกู้ชีพแบบมีประสิทธิภาพสูงในพื้นที่บริเวณใจกลางกรุงเทพมหานคร ระยะที่ 3 โดยมี ผศ. นพ.ธารา วงศ์วิริยางกูร รองคณบดี คนที่ 2 คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธานในงานแถลงข่าว ร่วมด้วย อ. นพ.ศิริชัย กำเนิดนักตะ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช ผศ. นพ.ศรัทธา ริยาพันธ์ ประธานศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราช ร่วมแถลงข่าว พร้อมทั้งผู้บริหารคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราช ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน งานศิริราชเพื่อสังคม บริษัท ZOLL Medical (Thailand) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิร่วมกตัญญู ร่วมเป็นเกียรติในงานแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 101 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ (SIMR) โรงพยาบาลศิริราช

ตามที่ ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราช เป็นหน่วยปฏิบัติการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูง (Advanced Life Support, ALS) ปฏิบัติการในพื้นที่ฝั่งธนบุรีฯ โซน 1 ซึ่งมีพื้นที่รับผิดชอบรัศมี 10 กม. รอบโรงพยาบาลศิริราช เป็นเวลานานนับ 5 ปีที่ให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉิน พบว่า ภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาล (Out-of-hospital cardiac arrest; OHCA) เป็นภาวะที่พบในผู้ป่วยฉุกเฉินที่ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราชออกปฏิบัติการมากที่สุด สอดคล้องข้อมูลระดับสากลที่พบภาวะหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลทุก 20-140 คนต่อประชากร 100,000 คน มีอัตราการรอดชีวิตในระดับ 2-11% ตามแต่ละพื้นที่ ร่วมกับอัตราการรอดชีวิตที่ต่ำ นำไปสู่การให้ความสำคัญในการพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยนำหลักการห่วงโซ่แห่งการรอดชีวิต (Chain of survival) มาเป็นมาตรฐานในการจัดระบบกู้ชีพทั่วโลก ซึ่งหนึ่งปัจจัยที่สำคัญในการเพิ่มโอกาสรอดชีวิตให้แก่ผู้ป่วย คือ การเริ่มกดหน้าอกผู้ป่วยก่อนทีมกู้ชีพขั้นสูง (Advanced Life Support, ALS) มาถึง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้อยู่ในเหตุการณ์และทีมกู้ชีพพื้นฐาน (Basic Life Support, BLS)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราชพัฒนาการให้การบริการผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลให้เป็นไปตามหลักสากลอย่างต่อเนื่อง โดยนำแนวทางการกู้ชีพแบบประสิทธิภาพสูง (High-performance CPR; HP-CPR) มาใช้ในการวางแผนและฝึกซ้อมการประสานงานของทีมกู้ชีพพื้นฐาน (BLS) และทีมกู้ชีพขั้นสูง (ALS) พร้อมทั้งการเพิ่มคุณภาพในการสื่อสาร การส่งต่อข้อมูล และการร่วมด้วยช่วยกันกู้ชีพ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยหายใจหรือการกดหน้าอก เพื่อให้ทีมปฏิบัติการใช้ประสิทธิภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ มุ่งสู่การช่วยชีวิตผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนได้จากการดำเนินโครงการการเพิ่มศักยภาพการกู้ชีพแบบมีประสิทธิภาพสูงในพื้นที่บริเวณใจกลางกรุงเทพมหานครร่วมกับทีมกู้ชีพพื้นฐาน (BLS) ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิร่วมกตัญญู ในปีงบประมาณ 67-68 ที่ผ่านมา ซึ่งหลังจบกิจกรรมฝึกอบรมและสอบปฏิบัติการ ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราชให้การสนับสนุนเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดอัตโนมัติ (AED) ให้แก่ทีมกู้ชีพพื้นฐาน (BLS) ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งและมูลนิธิร่วมกตัญญูในลักษณะการยืมใช้งานเพื่อใช้ในการดูแลผู้ป่วย โดยจัดสรรมูลนิธิละ 6 เครื่องตามเขตพื้นที่ปฏิบัติการ 6 เขต และสำรองที่ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราช อีก 3 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 15 เครื่อง หลังปฏิบัติการในแต่ละเหตุ ทีมกู้ชีพพื้นฐาน (BLS) จะนำเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดอัตโนมัติ (AED) ที่ใช้งานแล้วกลับมาสับเปลี่ยนกับเครื่องที่พร้อมใช้งานที่ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราช เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในเหตุการณ์ถัดไปได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราชดำเนินการรวบรวมและประมวลผลข้อมูลจากเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดอัตโนมัติ (AED) ที่ใช้งานจริง มาประเมินการปฏิบัติงานกู้ชีพตามแนวทางปฏิบัติ (Protocol adherence) หลังดำเนินงานโครงการ ผ่านการทบทวนข้อมูลคุณภาพการกู้ชีพที่สามารถเก็บข้อมูลได้จากเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดอัตโนมัติ (AED) และวีดีทัศน์บันทึกการปฏิบัติงานของทีมปฏิบัติการ ซึ่งพบว่า ทีมกู้ชีพพื้นฐาน (BLS) และทีมกู้ชีพขั้นสูง (ALS) สามารถปฏิบัติงานตามแนวทางการกู้ชีพแบบประสิทธิภาพสูงได้อย่างมีคุณภาพ และทีมกู้ชีพขั้นสูง (ALS) รับช่วงการกู้ชีพต่อจากทีมกู้ชีพพื้นฐาน (BLS) ได้อย่างไร้รอยต่อ ทำให้เพิ่มช่วงเวลากดหน้าอกอย่างต่อเนื่องได้นานขึ้น ส่งผลให้ร้อยละของเวลากดหน้าอกต่อเวลาช่วยชีวิตทั้งหมด (Chest Compression Fraction; CCF) เพิ่มมากขึ้นตาม เมื่อพิจารณาคุณภาพการกดหน้าอกที่ได้ตามเป้าหมาย (Chest Compression in Target) ซึ่งต้องได้ความลึกและความเร็วตามเป้าหมายในช่วงเวลาเดียวกันนั้น พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาการดำเนินโครงการ โดยภายหลังการดำเนินโครงการระยะที่ 1 มีสัดส่วนคุณภาพการกดหน้าอกที่ได้ตามเป้าหมายอยู่ที่ร้อยละ 31 จากนั้นเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 35 ในช่วงเตรียมการโครงการระยะที่ 2 และหลังสิ้นสุดโครงการระยะที่ 2 พบว่ามีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 45 แสดงให้เห็นถึงประสิทธิผลของการดำเนินโครงการที่สามารถยกระดับคุณภาพการกดหน้าอกได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ทีมกู้ชีพขั้นสูง (ALS) พร้อมทั้งได้รับข้อมูลผู้ป่วยและข้อมูลการกู้ชีพของทีมกู้ชีพพื้นฐาน (BLS) ที่ปฏิบัติงานก่อนทีมกู้ชีพขั้นสูง (ALS) มาถึง ทำให้ทีมกู้ชีพขั้นสูง (ALS) สามารถวางแผนการกู้ชีพผู้ป่วยต่อเนื่องได้อย่างดีเยี่ยม
จากการดำเนินงานและผลลัพธ์ดังกล่าว ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราชเล็งเห็นถึงความสำคัญของแนวทางการกู้ชีพแบบประสิทธิภาพสูง (High-performance CPR; HP-CPR) จึงประสงค์จัดโครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้การสนับสนุนเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดอัตโนมัติ (AED) เพิ่มอีก 24 เครื่อง เพื่อสนับสนุนให้แก่เขตพื้นที่ปฏิบัติการของมูลนิธิเพิ่มเติมเขตละ 2 เครื่อง โดยเมื่อรวมกับการสนับสนุน เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดอัตโนมัติ (AED) ในปีงบประมาณ 67-68 ที่ผ่านมา สรุปแล้ว เขตพื้นที่ปฏิบัติการของแต่ละมูลนิธิจะมีเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดอัตโนมัติ (AED) เขตละ 3 เครื่อง รวม 36 เครื่อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานในเวรเช้า บ่าย และดึก ซึ่งถือว่าครอบคลุมต่อการปฏิบัติงานของเขตพื้นที่ และสำรองที่ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราช อีก 3 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 39 เครื่อง เพื่อเป็นการขยายผลแนวทางการปฏิบัติงานให้ทีมกู้ชีพพื้นฐาน (BLS) และทีมกู้ชีพขั้นสูง (ALS) ให้มีแนวทางการกู้ชีพผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นนอกโรงพยาบาลร่วมกัน รวมถึงวางแผนสร้างระบบการแลกเปลี่ยนเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดอัตโนมัติ (AED) ที่เป็นระบบ เพื่อหมุนเวียนการใช้เครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดอัตโนมัติ (AED) ให้สะดวกต่อการเก็บข้อมูลและการรายงานผลในอนาคต โดยแนวทางการสนับสนุนเครื่องกระตุกไฟฟ้าหัวใจชนิดอัตโนมัติ (AED) ในลักษณะการยืมใช้งาน ถือเป็นแนวทางที่ช่วยให้ทีมกู้ชีพพื้นฐาน (BLS) สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่จำเป็นได้อย่างทั่วถึง โดยไม่เพิ่มภาระด้านงบประมาณของแต่ละหน่วย อีกทั้งเอื้อต่อการบริหารจัดการเครื่องให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เนื่องจากศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินศิริราชสามารถดำเนินการตรวจสอบ บำรุงรักษา และรวบรวมข้อมูลการใช้งานจากทุกพื้นที่ได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้สามารถติดตามคุณภาพการกู้ชีพ วิเคราะห์ข้อมูลจากการปฏิบัติงานในสถานการณ์จริง และใช้พัฒนาระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินได้อย่างต่อเนื่อง
แนวทางดังกล่าวมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นโมเดลต้นแบบของการยกระดับระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ โดยสนับสนุนการกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การกระจายทรัพยากร เช่น เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) และการสร้างระบบเครือข่ายการกู้ชีพที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มอัตราการรอดชีวิต ลดความสูญเสียที่ป้องกันได้ และยกระดับคุณภาพระบบสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน
ดูน้อยลง