บทเรียนการประชุมวิชาการประจำปี HA National Forum ครั้งที่ 26
ภายใต้แนวคิด “Compassionate Innovation: Shaping the Future of Care นวัตกรรมที่เปี่ยมไปด้วยความใส่ใจ สร้างมิติใหม่ของการดูแล”
เรื่อง “นวัตกรรมอัจฉริยะกับการขับเคลื่อนสุขภาพผู้สูงอายุแห่งอนาคต”
วันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 13.15 – 14.45 น.
ณ ห้องสัมมนา Sapphire 204 ศูนย์การประชุม IMPACT FORUM เมืองทองธานี
วิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
นพ.วรพงษ์ สุจริตพงษ์พันธ์ (นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลน่าน)
ดร.พงระพี วงศ์วิไล (ผู้เชี่ยวชาญด้าน Health Technology บริษัท SCG)
พว.จิดาภา จุฑาภูวดล (พยาบาลเทศบาลเมืองแสนสุข จังหวัดชลบุรี)
นพ.วรพงษ์ สุจริตพงษ์พันธ์ ได้สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์สำคัญของประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่งผลให้ปัญหาการพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในจังหวัดน่าน ซึ่งพบว่าในช่วงเกือบ 10 ปีย้อนหลัง (พ.ศ. 2555–2561) ผู้สูงอายุในพื้นที่มีอัตราการเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้มอยู่ในลำดับต้นของประเทศ จากการทบทวนและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงระบบ พบว่าผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักซ้ำมีถึงร้อยละ 80 ที่มีสาเหตุมาจากการไม่มาตามนัด จึงนำไปสู่การพัฒนาโปรแกรมค้นหาผู้ป่วยที่ขาดนัด เพื่อให้เมื่อถึงกำหนดนัดหมาย ทีมสหสาขาวิชาชีพและผู้เกี่ยวข้องสามารถลงพื้นที่เยี่ยมบ้านและติดตามดูแลผู้สูงอายุได้อย่างพร้อมเพรียง นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้อมูลวิเคราะห์ความเสี่ยงด้วยค่า FRAX hip score ≥ 3 เพื่อคัดกรองผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง รวมถึงผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักรายใหม่ทั้งหมด เพื่อประเมินโอกาสเกิดกระดูกหักครั้งแรกและการหักซ้ำในอนาคต
แนวทางดังกล่าวได้พัฒนาต่อยอดเป็นการบูรณาการงานเชิงป้องกันอย่างครอบคลุม ทั้งในระดับ primary prevention สำหรับการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยง และ secondary prevention สำหรับการป้องกันการหักซ้ำในผู้ป่วยที่เคยมีกระดูกสะโพกหัก โดยอาศัยความร่วมมือของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านและทีมผู้ดูแลในพื้นที่จังหวัดน่าน จนเกิดเป็นโปรแกรม “น่านโมเดล” ซึ่งมุ่งเน้นการติดตามเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงต่อการพลัดตกหกล้มทุก 3 เดือน ทั้งนี้ พบว่าผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้รับการเยี่ยมบ้านมีโอกาสเกิดกระดูกสะโพกหักมากกว่ากลุ่มที่ได้รับการเยี่ยมบ้านถึง 3.9 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการดูแลเชิงรุกในชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม
จากความสำเร็จของ “น่านโมเดล” ได้มีการต่อยอดสู่โครงการ “เดินดีดี” ซึ่งเป็นโครงการนำร่องใน 12 จังหวัด ครอบคลุมผู้สูงอายุกว่า 30,000 คนที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป โดยมีการกำหนดกระบวนการดำเนินงานที่ชัดเจนทั้งในด้านการป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยง และการป้องกันการหกล้มซ้ำในผู้ป่วย เป้าหมายสำคัญของ primary prevention ได้แก่ การเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงให้ครอบคลุมร้อยละ 100 การลดอัตราการเกิดกระดูกสะโพกหักรายใหม่ การลดอัตราการหกล้ม และการลดอัตราการเสียชีวิตจากการพลัดตกหกล้ม ส่วนเป้าหมายของ secondary prevention มุ่งเน้นการเยี่ยมบ้านอย่างทันท่วงทีครอบคลุมร้อยละ 100 การลดอัตราการกลับมานอนโรงพยาบาลซ้ำจากภาวะแทรกซ้อนภายใน 30 วัน การลดอัตราการเกิดกระดูกสะโพกหักซ้ำภายใน 3 ปี และการลดอัตราการเสียชีวิตภายใน 30 วันหรือภายใน 1 ปีหลังเกิดเหตุ
ในภาพรวม โครงการ “เดินดีดี” เป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงการทำงานแบบเครือข่ายด้วยเทคโนโลยี เป็นการปรับใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ปัจจุบันแอปพลิเคชันพัฒนาไปกว่า ร้อยละ 70–80 และสามารถส่งต่อข้อมูลไปยังผู้เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบในลักษณะของ “connecting the dots” เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูล การดูแลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตทางทีมจะพัฒนาให้ระบบมีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งานมากขึ้น และขับเคลื่อนไปสู่แนวคิด “one country, one system” หรือการมีระบบดูแลผู้สูงอายุที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศอย่างแท้จริง…..
อ่านบทความฉบับเต็มได้ที่ >> นวัตกรรมอัจฉริยะกับการขับเคลื่อนสุขภาพผู้สูงอายุแห่งอนาคต
ผู้บันทึกบทเรียน
นายเอกราช จันทรประดิษฐ์
งานจัดการความรู้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล
